Tibet Kham#9 : Hiking @Yala snow mount

หลังจากลงรถเราเดินหาโรงแรมกัน   ได้โรงแรมอยู่ใจกลางเลย   ห้องพักดี   ราคาใช้ได้   โดยเราตกลงพัก 2 คืน   ระหว่างเช็คอินเราเหลือบเห็นแผ่นพับแนะนำที่ท่องเที่ยว   รูปทะเลสาบมันมีออร่าสะท้อนเข้าตา   ต้องตราตรึงใจมาก   ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน   แต่ใจนั่นตัดสินแล้วว่าจะไป   โรงแรมเรียกคนขับแท็กซี่ทิเบตมาถาม … ที่นั่นคือภูเขาหิมะศักดิ์สิทธิ์ Yala!! (หากใครอ่านการเที่ยวแถบนี้ครั้งก่อนของเรา https://keyoutside.wordpress.com/2017/05/30/tibet-kham2-yala-snow-mountain/   ครั้งที่แล้วเราโชคดีมีคนร่วมรถให้คนขับเข้าไปส่งที่ตีนเขา Yala ทำให้เรารู้จักเขานี้และธรรมชาติมันสวยงามมาก)

มันก็แปลกเราไม่เคยคิดอยากเที่ยวภูเขาศักดิ์สิทธิ์ Yala นี้เลยแต่ทุกครั้งที่มามีเหตุต้องเข้าไปหาเขานี้   ทะเลสาบนี้ชื่อ Yala you cuo (亚拉友措) ซึ่งเราจะต้องเดินเขาระดับ 4000 กว่าขึ้นไปอีกชั่วโมงครึ่ง   คนขับรถที่เราเหมาจะเป็นไกด์พาเดิน

เรามีปัญหาเรื่องการสื่อสารกับคนขับทิเบตที่ว่าถ้าโทรคุยเราฟังเค้าพูดจีนกลางไม่รู้เรื่อง   เพราะสำเนียงเพี้ยนมาก   เค้าพูดจีนกลางโดยใช้สำเนียงทิเบต   เลยต้องมาคุยตกลงกระชับย้ำกันต่อหน้า   คนขับแนะนำให้เราซื้ออาหาร   น้ำเตรียมไว้   ด้านในภูเขาไม่มีอะไรขาย

เราไปแวะกันที่วัด Huiyuan เป็นวัดสำคัญของดะไล ลามะ ที่ 7 และที่ 11   วัดที่จีนและทิเบตร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อต่อกลอนมองโกลในหลายร้อยปีก่อน   ครั้งที่แล้วเราเคยผ่านวัดนี้แล้วแต่ไม่ได้แวะ   ครั้งนี้ได้พูดคุยรู้จักลามะคนนึง   เค้าบอกครั้งหน้าไม่ต้องนอนโรงแรมหรือเหมารถมานะ   มานอนที่วัดได้ฟรี   และลามะอยากขับรถพาไปเที่ยวภูเขา Yala โดยไม่คิดเงิน   อ้าว พี่ลามะ (เป็นญาติขึ้นมาทันที)  เราเจอกันช้าไป   จะพูดให้เสียดายทามมายยยย

ตอนกลับมาที่รถ   แล้วคนขับบอกว่าตอนเดินขึ้นเขา   เค้าจะต้องมีคนเฝ้ารถ   แล้วก็จะไปรับภรรยามาเฝ้า  เราก็ฟังออกบ้างไม่ออกบ้างเลยคิดว่าจะเอาเงินเพิ่มป่าวเนี่ย   เถียงกันไปนาน   ประโยคสุดท้ายคือเค้าบอกว่านี่เป็นเมียเค้า   เค้าไม่เอาเงินเพิ่ม   ไม่คิดเงิน   อ่า  เอ่อ  รู้สึกผิด   เราก็เพิ่งรู้จักเค้าเลยไม่ไว้ใจ

รอบๆ วัดเป็นทุ่งหญ้าปศุสัตว์กว้างไกลมีม้า  เราแวะที่บ้านเกิดดะไลลามะที่ 7   แวะน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ผุดตามธรรมชาติ   คนขับและภรรยาชิมให้เราดู   และชวนให้ดื่มบ้าง   ไม่รู้ว่านานแค่ไหนแล้วที่เราไม่ได้กินน้ำจากธรรมชาติโดยไม่ผ่านขั้นตอนการกลั่นกรอง   น้ำนี่มันช่างหอมเย็นสดชื่นจริงๆ

จากนั้นเมื่อเข้าสู่เขตภูเขา Yala   ที่นี่ยังไม่เปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวจึงไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ ทั้งสิ้น   ไม่มีถนนลาดยางคอนกรีต   ไม่มีที่ขายอาหาร   ไม่มีห้องน้ำ   ไม่เก็บเงินค่าเข้า   ข้อดีก็คือเรายังได้สัมผัสธรรมชาติในแบบที่มันควรจะเป็น   ได้หลีกหนีความวุ่นวายคนมากมายตามแหล่งท่องเที่ยว

ถนนกลายเป็นถนนดินหินน้ำโขยกเขยกไปมา   เจอฝูงม้า   ฝูงจามรี   ไม่รู้ใครหลบใคร รถหลบสัตว์ หรือสัตว์หลบรถ   รถโขยกจนน้ำย่อยออกต้องเปิดขนมห่อแรกมารองท้อง   จากปากทางโขยกไปชั่วโมงกว่าจนไม่มีทางดินแล้วจึงจอดรถ   หลังจากนี้เราต้องลงเดินต่ออีก (เค้าว่า) ชั่วโมงกว่า  มีรถนักท่องเที่ยวจอดอยู่เพียง 2 คัน   ม้ารอบริการนักท่องเที่ยวอยู่ 3-4 ตัว   แน่นอนจ่ายเงินเพิ่ม  ณ จุดนี้ความสูงประมาณ 3800 เมตร   เรารู้สึกได้ว่า AMS เข้าร่างแล้ว   เริ่มเหนื่อย   หายใจเร็วขึ้น   โล่งในหัว (ปกติก็ไม่มีอะไรในหัว  แต่นี่โล่งกว่าเดิม) แต่ก็ค่อยๆ เดิน  ไหวแหละ

Yala snow mountain
Yala snow mountain

ภรรยาคนขับนั่งรอ (เฝ้า) ที่รถ   ทางช่วงแรกเหมือนสนามกอล์ฟสวยงามเดินสบาย   เจอกลุ่มคนจีนเดินสวนออกมาบอกว่าทางตรงหน้าไปไม่ได้มีน้ำขวางอยู่   คนขับเลยบอกทางขึ้นเขาไปทางซ้ายนี้ได้   ชวนไปด้วยกัน   แต่คนจีนบอกไม่เอาจะไปขี่ม้าแล้ว   ไม่อยากเหนื่อย   ดูลาดราวแล้วเดินลำบากแน่   อ้ะ มีขู่   เรายิ้มให้และเซย์กู๊ดบายคนจีน   หนูจะเดินค่ะ   ไม่เปลี่ยนใจแม้ AMS จะสิงร่างแล้วก็ตาม

เส้นพรมแดนระหว่างสนามกอล์ฟกับเส้นทางดินหินขึ้นเขาคือลำธารและลำต้นไม้ที่เราต้องรักษาบาลานซ์เพื่อไต่ข้ามลำน้ำ   หลังจากข้ามแล้วจากนี้เป็นทางดินขึ้นๆๆๆๆๆ แล้วก็ขึ้นๆๆๆๆ   ตอนขึ้นนี้ AMS ส่งผลอย่างแรงเราหอบหนักมาก   เดินขึ้น 5 ก้าว หยุดหายใจ   อีก 5 ก้าวหยุดหอบ   ในขณะที่เพื่อนอีกคนเดินสบายไม่มีอาการ AMS   คนขับใจดีมากรอตลอด   แม้เราบอกเดินไปก่อนก็ได้ยังไงทางเดินชัดเจนเราไม่หลง   แต่เค้าก็เลือกจะรอๆๆ คอยให้กำลังใจ   เราหยุดเกือบ 50 ครั้งได้   มีครั้งนึงเค้าคงเห็นหยุดบ่อยเกินเลยมาบอกว่าถ้าไม่เดินต่อเราจะไปไม่ทันนะ   เราก็บอกไปว่าเราน่ะอยากเดินต่อโดยไม่ หยุดเลยนะ   แต่เรื่อง AMS เราควบคุมไม่ได้จริงๆ   มันมาเองแล้วส่งผลกับร่างกาย   เราไม่หายใจไม่ได้จริงๆ   ก็ไม่รู้ว่าฟังรู้เรื่องไหม   เค้าก็ยังคงเหมือนเดิมตลอดหยุดรอทุกครั้งที่เราหยุด   ให้กำลังใจ   ฮือ คนทิเบตใจดีจัง

เราขึ้นไปจนไม่กี่ร้อยเมตรจะอยู่ระนาบเดียวกับยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ Yala แล้ว   วิวเริ่มเปิดกว้างหิมะตามพื้น   ใบไม้เหลือง  แดงของเขาฝั่งตรงข้าม   โอ สวิสเซอร์แลนด์

คนขับพาเราไปต่อด้านหน้าเป็นทุ่งราบลุ่มน้ำ (Wet grassland)   คนขับเดินนำเพื่อหาพื้นแห้งให้เราเดิน   ตรงนี้มีลำน้ำที่ละลายจากหิมะไหลผ่านอยู่หลายสาย   ทั้งลำน้ำ   ทั้งบ่อน้ำขัง   บางจุดเราต้องกระโดดเหยียบหิน 2-3 ก้อนเพื่อข้ามฝั่ง  บางครั้งมันต้องก้าวกระโดด  เราไม่กล้ากลัวลื่น   แม้น้ำจะสูงเพียงครึ่งน่องแต่มันเป็นน้ำจากหิมะจากน้ำแข็งละลายมันคงเย็นเฉียบเรายังต้องเดินต่ออีกไม่รู้ไกลแค่ไหน   ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดในไทยเราลงลุยน้ำแล้วไม่เสี่ยงกระโดดหินเผื่อลื่นหรอก   เหตุการณ์เลยเป็น

ณ จุดข้ามลำธารบนทุ่งราบลุ่ม   หนุ่มสาวอยู่คนละฝั่งลำน้ำ   สบตาเนิ่นนาน

I : (ไปดีไหมนะ  ถ้าลื่นล่ะ  จ๋อมลงน้ำหิมะ  เปียก  เย็นเจี๊ยบๆ  ทีน (เท้า) แข็ง   ตัดขา … ม่ายยยยย)

Tibetan driver : (มาเด่ะ  พร้อมยื่นมือมาเดี๋ยวช่วยจับ)

I : “ชั้นว่ายน้ำเป็น (คือน้ำสูงแค่ครึ่งน่อง) แต่ชั้นกระโดดข้ามไม่ได้    ม่ายยยยย”

Tibetan driver : (มองหน้าเรา  ว่ายน้ำเป็นนี่เกี่ยวไรวะ  แล้วจะให้กรูทำยังไง   สบตาวัดใจ)

I : (จ้องตากลับแสดงความจริงใจ … กรูไม่ข้ามมมม)

Tibetan driver : (เออ ก็ได้วะ   พร้อมข้ามกลับมาฝั่งเรา   หาหินก้อนใหญ่อีกก้อนมาวางเพิ่มอีกขั้นให้เราข้าม)

I : “แฮ่  ได้ละๆ“ (หัวเราะร่าอย่างพอใจสุดๆ)

Tibetan driver : -_-“ #%^%^$!!%&&%^&

กลับมายังบรรยากาศรอบด้าน   วิว 360 องศา น้ำตาลเข้มของภูเขา   ขาวละมุนของหิมะ   ฟ้าจัดของท้องฟ้า   หลังเราผ่านทุ่งราบจากนี้ไม่มีทางเดินแล้วเพราะหิมะกลบทั้งหมด   มีเพียงทางโคลนเล็กๆกว้างพอให้เท้าเหยียบให้ย่ำตามเท่านั้น   เราขึ้นเขาต่อไปบนหิมะและโคลน   เดินบนหิมะเหนื่อยกว่าบนทางแห้ง   หอบแทบขาดใจ   ไปจนถึงทะเลสาบ

IMG_5944

ทะเลสาบมีธงมนต์พันล้อมมากมาย   หลายพันหลายหมื่นธง   น้ำสีเขียวไล่เฉดจนถึงตรงกลางเป็นสีน้ำเงินเข้ม   ความสูงดูจากไอโฟนอยู่ที่ 4200 เมตร   เราเดินสูงขึ้นเพียง 300 เมตรใช้เวลา 2.5 ชั่วโมง   ระยะทางเท่าไหร่ไม่แน่ใจ       ลมพัดกระโชกแรง   เราพักปิกนิกกันครึ่งชั่วโมง    คนขับนั่งพักไกลออกไป   เราเรียกเค้ามากินขนมและนั่งคุยกัน   ที่นี่เราไม่สามารถเดินเวียนเทียนรอบทะเลสาบ   เพราะไม่มีทาง   ยอดเขาหิมะอยู่ใกล้มากเหลือเกินจนไม่น่าเชื่อว่าเราสามารถเดินมาใกล้ยอดเขาความสูง 5,280 เมตรได้ถึงเพียงนี้

ขากลับนั่นสบายมากเราลงอย่างเดียว   ใช้เวลาเพียง 45 นาที   คนขับเข้ามาชวนคุยถามนู่นนี่ตลอด   เค้าไม่รู้จักประเทศไทย   ไม่รู้ว่าเราอยู่ที่ไหน   ไม่รู้ว่าเราเป็นอย่างไร   เลยถามเราทุก 2 ชั่วโมงว่ามาจากที่ไหนนะ   ตอนขับกลับไป Bamei เค้ายังถามอีกเป็นครั้งที่ 5 ว่า เราเป็นคนเกาหลีใช่ไหม  -_-“   แล้วที่ตอบไป 4 รอบแรกนี่คือลอยไปกับสายลมแล้วใช่ไหม   ฮ่าๆ   แต่ก็เข้าใจน่ารักดีที่เจอแบบนี้

เย็นนี้เรากินอาหารทิเบตกัน   คนขับพาเราไปส่งที่ร้านอาหาร   มีคนทิเบตกลุ่มนึงนั่งกินกันอยู่   ทุกคนมองพวกเราอย่างแปลกตา   เราก็มองอาหารที่เค้ากินอย่างแปลกใจเช่นกัน   เค้ากินกันเพียงแป้งโมโม่  และเนื้อจามรีติดกระดูก   หนึ่งในนั้นแนะนำให้เราสั่งโยเกิร์ตชีสจามรี  เพราะหากินยาก

อาหารทิเบตส่วนใหญ่คือเนื้อสัตว์ (จามรี หมู) แป้งโมโม่ และมันเท่านั้น   ประกอบกับเราไม่กินเนื้อสัตว์เลยมีตัวเลือกไม่มากนัก   เราสั่งมันทอดผัดพริก  โยเกิร์ต  และข้าวราดราดหน้าเนื้อให้เพื่อน   รสชาติทุกอย่างใช้ได้ออกเค็มและเผ็ด   ส่วนโยเกิร์ตที่เค้าแนะนำมานั่น   กลิ่นชีสแรงรสเปรี้ยว   กินยากแต่ก็อร่อยดี   เรากินกันจนหมดถ้วย   แต่สุดท้ายตายตอนจบไม่ฟิน   ไม่ถูกปากเท่าไหร่   เลยขอจบด้วยซุปเต้าหู้อาหารจีนแทน   ค่อยลื่นคอหลับสบาย

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s