Lijiang:Shangri-la#6 : hiking Sacred waterfall 14 km

… มิตรภาพที่ข้นกว่าเลือด …

วันนี้แก๊งค์เรามีคนเพิ่มอีก 2 คน   นั่นคือคนจีนกวางตุ้งที่อยู่ข้างห้องและภรรยา (ภาษาอังกฤษดีสื่อสารกับพี่ๆแก๊งค์เราได้)

8.40  ออกเดินทางโดยเส้นทางคนละเส้นกับที่ไปเบสแคมป์   เรามุ่งออกทางลงไปหยู่เปิงล่าง  ลงอย่างเดียว 40 นาที   หยู่เปิงล่างเป็นชุมนมขนาดย่อม   มีบ้านหลายสิบหลัง   มีไร่นา   สัตว์คนนักท่องเที่ยวที่มากับกลุ่มทัวร์เดินผ่านไปมาจอแจได้เรื่องอยู่   ตามทางเดินซึ่งเป็นปูนผสมหินมีขี้ลาระเกะระกะ

 

จากตัวชุมชนข้ามสะพานหินมาจะเริ่มเข้าสู่การเดินป่าอีกครั้ง   มองออกไปเป็นทุ่งหญ้า   จามรี   ม้า   ลา   แพะ   รวมกันกินหญ้าอย่างมีความสุข (มีความสุขนี่เดาเอาเอง   ฮ่าๆ)   เขาทางขวาสะท้อนกับน้ำนั้นคือภูเขาศักดิ์สิทธิ์ Mei li (美丽雪山)

IMG_1601

เส้นนี้ลาดปูนตลอดทางเดินง่าย  พอเข้าเขตป่าไปแปลกใจที่ป่าตรงนี้ต่างกับป่าเมื่อวานมากป่านี้เป็นป่าชื้นเขียวชอุ่ม   ต้นไม้ใหญ่ปกคลุมจนมองไม่เห็นท้องฟ้า   อากาศที่สูดดมเข้าไปรู้สึกได้ถึงความชื้น

ช่วงเดินขึ้นเขาเราแยกกันเดินเพราะสปีดแต่ละคนไม่เท่ากัน   การเดินคนเดียวรู้สึกเป็นส่วนนึงของป่ามากขึ้น   จะว่าเหมือนเดินจงกรมก็ใกล้เคียง   มีสมาธิ   ท่องในใจไว้  “ซ้าย-ขวา-ซ้าย-ขวา-… เดี๋ยวก็ถึง   แฮ่กๆ”   กลับมา   “ซ้าย-ขวา-ซ้าย-ขวา-… แฮ่กๆ   เดี๋ยวก็ถึง”   ท่องบทสวดส่วนตัว   ผ่านป่าเฟิร์น   ต้นไม้ใหญ่   ใบไม้เขียว   เหลือง   แดง   จนพ้นช่วงป่ามาและแล้วก็…

 

เฮ้ยยยยยย  stunning!!   นี่คือที่ไหนเนี่ย    นี่คือเมืองจีน    นี่คือทิเบต   นี่คือเอเซียหรอ   ยืนตะลึงงงงันนาน   นานจนลืมไปแล้วว่าจุดหมายเราคือน้ำตก   วิวตรงหน้าหลังจากหลุดจากป่าที่มีต้นไม้ปกคลุมมิด   เราออกมาสู่ที่โล่งทุ่งหญ้าเขียวขจี   และภูเขาสูงมหึมาอยู่รอบด้านเหมือนเขาโอบล้อมเรา   เหมือนเป็นเทีอกเขาเดียวกันหมดตรงหน้ารูปทรงของยอดเขาช่างแปลกตานัก   เหมือนยอดเขาหินปูนไม่มีต้นไม้   ยอดสูงๆ ต่ำๆ 4-5 ยอด   เขาทางซ้ายใบไม้เริ่มเปลี่ยนสี   เขียว   เหลือง   แดงกระจายเต็มเขา   บางจุดของเขาหิมะจากยอดเริ่มละลายกลายเป็นสายน้ำตกเล็ก   เล็กเมื่อเทียบกับขนาดของภูเขา   แต่ยังใหญ่พอที่สายตาเราจะเก็บรายละเอียดได้หมด

IMG_1627

วันนี้เราเดินกันชิลกว่าเหมือนวานเพราะเห็นว่าระยะทางเพียงแค่ 14 กิโล   น่าจะเดินเสร็จเร็วกว่าหารู้ไม่ว่าเราลืมอะไรไปบางอย่างซึ่งมันจะส่งผลต่อให้ช่วงต่อไป

เมื่อออกเดินทางอีกครั้งเรายังแบ่งคู่เดินเหมือนเดิม   ก่อนถึงทางขึ้นเขาที่ขึ้นๆๆๆๆ อย่างเดียว   เรามองเห็นกลุ่มธงมนต์สูงขึ้นไปไกลๆช่วงทางเดินขึ้นนั้น  เราเจอทางแยกขวาออกไปเพื่อไปวัดทิเบตใต้ถ้ำ   คิดว่าเวลาคงเหลือเยอะเลยหักออกจากทางหลักไปเยี่ยมชมวัดสักหน่อย   ดูแล้ววัดไม่ไกลประมาณ 400 เมตร   เพียงแค่อยู่สูงนัก   ไต่แบบหอบๆ ขึ้นไป   เมื่อถึงวัดจะเรียกว่าเป็นวัดก็ไม่เชิงเพราะมีห้องอยู่ห้องเดียวเป็นเหมือนห้องไหว้บูชา

หยุดพักหอบอยู่หน้าห้องบูชานี้เจอกับกลุ่มเพื่อนๆ ต้าเกอ    เค้ามาขอถ่ายรูปคู่   เข้าคิวด้วย!

ถ่ายจนหนำใจ   เพื่อนต้าเกอแยกตัวลงไปเดินน้ำตกต่อ   ลามะ (พระทิเบต) ที่ยืนสังเกตการณ์ด้านข้างก็เข้ามาคุยด้วย   เห็นลามะมองด้วยความฉงนตั้งแต่ตอนถ่ายรูปละ   จะว่าสวยก็ไม่ใช่   ดาราก็ไม่เชิง   นี่มันตัวอัลไล

IMG_1650
ลามะออกมาซักถาม

 

ลามะยังแนะนำให้เข้า+ขึ้นถ้ำด้านข้างห้องบูชา   แล้วบอกด้วยว่าห้ามเอาอะไรขึ้นไปทั้งนั้น   เราก็เฮ้ย   เอ๊ะ   หมายความว่าอะไรห้ามเป้สะพายหลัง   ห้ามกล้อง   ห้ามทุกอย่างแม้กระทั่งเสื้อขนเป็ดยังต้องถอดทิ้งไว้ด้านล่าง   โดยมีเพื่อนต้าเกอกลุ่มหลังที่ตามขึ้นมาเป็นคนเฝ้าสัมภาระให้   ลามะยังดูสรีระบอกว่าถ้าอ้วนจะไม่สามารถเข้าถ้ำได้   งงมาก   คิดว่าเป็นพิธีกรรมอะไรซักอย่างสุดประหลาดของทิเบต   ลามะก็ไม่ยอมบอกว่าทำไม

พี่ที่มาด้วยกันเดินเข้าไปดูด้านในถ้ำซึ่งมืดดำสนิทก่อนแล้วออกมาบอกว่าไม่เห็นมีทางอะไรเลย   ลามะยังยืนยันว่ามีทางลอดถ้ำ   เรากับพี่เข้าไปช่วยกันหาจนเจอลำแสงส่องผ่านรูกลมๆ ด้านบนเข้ามาเมื่อไหร่ไล่สายตาตามแสงแล้วเจอบันไดไม้สำหรับปีนขึ้นสูง 3 เมตร

เราเริ่มไต่บันไดพอถึงขั้นสุดท้าย   โอ้ นี่คือโค้งหักศอก   ไม่มีด้านขึ้นบนต่อแต่เราต้องงอตัวเป็นรูปตัวแอลเอาหัวสอดเข้าไปในรูลำแสงที่ขนาดพอดีกับลำตัวโดยที่ช่วงล่างยังอยู่ที่บันได   ขาก็ถีบไม่ได้   จนพี่บอกให้ใช้ศอกเดินและดันแบบทหารราบเข้ามาในอุโมงค์   หมุนไปมาซัก 3 รอบลำตัวก็พ้นช่วงหิน   รูเริ่มกว้างขึ้นจนสามารถยันศอกดันตัวออกมาได้เวลาทั้งหมด 5 นาที   แต่เป็น 5 นาทีที่ยาวนานมาก ><;

S__9437229

สภาพขณะนี้หัวกะเซิง   ทั้งตัวและผมเต็มไปด้วยฝุ่น (ก็หมุน 360 ซะ 3 รอบอ่ะนะ)   จุดนี้เรายังมองไม่เห็นวิวใดๆ ทั้งสิ้น   เห็นเพียงเส้นทางดินที่ปกคลุมไปด้วยอุโมงค์ธงมนต์นับพันๆ ผืน    ซึ่งเราจะต้องก้มลงต่ำเพื่อลอดผ่านเข้าไป (แค่ก้ม   ไม่ต้องหมุนตัวแล้ว!)   จนหลุดพ้นอุโมงค์   เราขึ้นมาอยู่ด้านบนของถ้ำแล้วจากจุดนี้มองเห็นวิวมุมสูงกว้าง  ท้องฟ้าครึ้มเป็นสีเทา   เมฆเริ่มลงต่ำ   ฝนเริ่มตก   ภูเขาที่แห้งแล้งเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มจากหยดฝน   ทำให้ดูชุ่มชื่นขึ้นมาก   สวยไปอีกแบบ

IMG_1651
วิวจากด้านบนถ้ำ (วัด)

จากนั้นรวมกลุ่มไทย 2 จีน 2 เดินไปน้ำตกกันต่อ   จากด้านล่างมองไปน้ำตกไม่ไกลน่าจะประมาณ 40 นาที   ทั้งฝนและหิมะก้อนกลมๆ (米雪) เริ่มตกหนักขึ้นๆ   ดีที่เตรียมเสื้อกันฝนมา   ทีแรกเดินไปพร้อมๆ กัน 4 คน   ไปๆ มาๆ คนจีนเดินนำไปก่อนแล้ว   ฮ่าๆ เราเดินช้าอ่ะ   ทำไมรู้สึกทางมันชันกว่าเมื่อวานนะ   หรือเป็นเพราะขาใช้พลังงานเยอะไป   เครื่องเริ่ม overheat   ความเร็วขนาดนี้ทำให้เราเดินไปรวมกับคู่ใหม่   แม่-ลูกสาวชาวทิเบตที่เดินทางมาจากทิเบตส่วนใน  เพื่อมาไหว้น้ำตกศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้

 

ขึ้นไปถึงน้ำตก   อ้าว   ไหนล่ะน้ำตก mei you (没有啊เหมยโย่ว แปลว่า ไม่มีอ้ะ)    ที่รู้ว่านี่คือจุดหมายเพราะธงมนต์เยอะมากๆๆ   มากว่าตามทางที่ผ่านมาจากพันกลายเป็นหมื่นด้านบนนี้   พยายามนึกถึงบล็อกที่อ่านก่อนมาว่าฤดูนี้น้ำน้อย   อ้อ  เอาใหม่ๆ ตั้งตามองหาใหม่   เจอแล้วๆ ด้านข้างมีน้ำตกเล็กๆ   ควรจะเรียกว่าน้ำไหลมากกว่า    สายน้ำเล็กพอที่จะเอาขวดน้ำเปล่ารองได้ ^^;;

คู่แม่-ลูกสาวชาวทิเบตเดินขึ้นมาถึงพอดี   เราจึงเข้าไปถาม   จากคำอธิบายของเจ้าถิ่นเราจึงเข้าใจความหมายของน้ำตกศักดิ์สิทธิ์คนทิเบต   น้ำใดๆ ก็ตามที่ไหลมาจากยอดภูเขาหิมะศักดิ์สิทธิ์    น้ำตกเล็กๆ ตรงนั้น   น้ำตกสูงข้างผา   น้ำไหลตามหิน   ละอองน้ำกระเซ็น   ทั้งหมดคือน้ำศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง

กลุ่มต้าเกอเดินมาทักพร้อมบอกให้เราถอดหมวก   ไหว้สวดมนต์อธิษฐาน   และเดินวนซ้ายสามรอบ   เราก็ไม่อยากเลยเพราะทั้งละอองน้ำเม็ดใหญ่   ทั้งหิมะตกหนัก   เหมือนจะป่วยด้วย   แต่ด้วยประเพณีของเค้า   ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นถอดหมวกหัวเปียกหมดทุกคน   จึงทำตาม   เสื้อกันฝนที่เตรียมมาไม่ได้ช่วยอะไรแล้วน้ำไหลจากหัวซอกซอนเข้าไปเปียกเสื้อขนเป็ด  และเสื้อกันหนาวด้านใน   ทำให้หนาวขึ้นกว่าเดิม

หิมะตกหนักขึ้นกว่าเดิม   ฟ้าร้อง   ที่ๆ เราอยู่เป็นที่โล่งด้วยเลยรีบเดินลง   จังหวะนี้ข่าวนักปีนเขาที่ปีนในช่วงฟ้าคะนองแล้วโดนฟ้าผ่าผุดขึ้นมาเป็นช่วงๆ    ทำอะไรไม่ได้นอกจากรีบเดินจนตัดสินใจพลาดลื่นล้มแขนกระแทกขอนไม้   ไถลลงมาตามทางประมาณ 5 เมตร   เจ็บแขนไม่เท่ากลัวฟ้าผ่า   เร่งเดินลงมาจนถึงด้านล่างซึ่งยังเป็นที่โล่งอยู่   จนถึงกระต๊อบที่เราพักเที่ยงกินข้าวเลยเข้าไปหลบฝนกัน

 

ด้านในกระต๊อบเจอคู่สามีภรรยาจีนที่มาพร้อมเรา   กับแก็งค์ต้าเกอรวม 10 คน   กำลังปิ้งย่างแป้งโมโม่*ของทิเบตกันอยู่   โดยใช้สูตรการปิ้งแบบชนเผ่านาซี (แก็งค์ต้าเกอมีคนลี่เจียง 2 คนเลยรู้วัฒนธรรมเผ่าน่าซีดี)  นั่งล้อมวงผิงไฟตากเสื้อ   ปิ้งโมโม่   ดื่มชาทิเบต-ชาผสมนมจามรี   พูดคุยกันอย่างสบายใจ

รอฝนซาน่าจะประมาณ 4 โมงเย็นได้   เรากับพี่และคู่คนจีนขอตัวออกเดินทางก่อนเพราะเราพักหยู่เปิงบนขากลับเป็นขาขึ้นเขาด้วย   ต้องบวกเวลาเพิ่มอีก 1 ชั่วโมง   4 คนเดินลุยป่าเกาะติดกันไป   จนเราเจอพี่ในกลุ่มเราอีกคนนึงใช้ไม้เท้าเดินกะเผลกอยู่กลางป่าคนเดียว   เค้าบอกว่าเค้าขึ้นไปถึงน้ำตกอยู่แต่ขาเค้าระบมมาตั้งแต่เมื่อวาน   ตอนนี้เดินได้เร็วสุดแค่นี้พร้อมบอกให้เราล่วงหน้าไปกันก่อนเลย   พวกเราดูแล้วเค้าไม่มีทางที่จะเดินออกจากป่าได้ก่อนมืดเลย   ไม่ได้การเราจึงคุยกันให้พี่คนไทยเดินเป็นเพื่อนเค้า   ส่วนเรากับคู่จีนจะรีบเดินออกไปยังจุดที่มีลารับจ้าง   เรียกลามารับพี่เค้า

IMG_1612
สีสันตอนขาออกสวยกว่าเดิน  แต่เราไม่มีเวลาที่จะชื่นชมมันได้นานนัก

เร่งเดินจนก่อนออกจากป่า 50 เมตร   เราเห็นบ้าน (กระต๊อบ) หลังนึง   ดูแล้วน่าจะมีคนอาศัยอยู่   ตะโกนเรียกคนอยู่หลายครั้งแต่ไม่มีเสียงตอบรับ   เราจึงเดินออกจากป่าไปเข้าสู่ทุ่งหญ้าโล่ง   ไปจนถึงเริ่มเข้าเขตชุมชนมีบ้าน 2-3 หลัง   เจอชาวบ้านเลยรีบบอกชาวบ้านให้ช่วยหาลาให้หน่อย   ชาวบ้านรีบโทรจัดการจนติดต่อได้   ลาอยู่ตรงสะพานข้าวลำน้ำต้องใช้เวลาสักพักถึงจะมาถึงจุดที่เรารอ

กลุ่มต้าเกอเดินออกจากป่ามาเจอเรา   เค้าบอกว่าเค้าทิ้งเพื่อนไว้เป็นเพื่อนพี่ๆ เรา 2 คน   คอยช่วยเหลือเพราะพี่ๆ พูดจีนไม่ได้   พร้อมบอกว่าเค้าหาลาได้แล้วนะ   ซักพักพี่ๆ และเพื่อนต้าเกออีก 2 คนก็เดินมาถึง   โล่งและดีใจมาก   ให้พี่เค้าขี่ลากลับไปก่อนเลย   ส่วนลาที่เราเช่ามานั้นทีแรกต้าเกอบอกให้เราขี่ขึ้นไป GH เพราะไหนๆ ลาก็มาแล้ว   แล้วมันเริ่มมืดแล้วด้วย   เดินเองยังอีกชั่วโมงกว่า   แต่ด้วยความหยิ่งอยากจะเดิน (ทั้งที่โอย ปวดขาเว้ย) ก็จ่ายค่าเสียเวลาให้เจ้าของลาไป   พร้อมเดินเท้าต่อเอง

พี่เล่าให้ฟังว่าเพื่อนต้าเกอคนจ้วงที่อยู่เป็นเพื่อนเดินกับเค้า   พยายามชวนคุยภาษาจ้วง   ช่วยหาลาให้ขี่ไม่พอ   ยังควักเงินออกค่าลาให้ด้วย   แต่พี่ปฏิเสธไป   พี่ๆ ประทับใจกับจิตใจของคนจีนมากเราก็ดีใจเหมือนกันที่มาเจอคนดีๆ

ตอนนี้ 6 โมงเย็นแล้ว   เราแหงนหน้าขึ้น 75 องศาเพื่อหาที่พัก   มันยังอีกยาวไกล   เหนื่อยเมื่อยล้าเหลือเกิน   ไหวอ่ะไหวนะ   แต่อยากจะไม่ไหวมากกว่า (ก็แล้วทำไมหยิ่งไม่ยอมขี่ลาล่ะ)    สั่งการณ์ให้ขาก้าวขึ้นเนิน   ก้าวซ้าย  ก้าวขวา  ต้องก้าวต่อไป   พักหอบได้แต่ต้องก้าวต่อ   ขาล้าจนไม่สามารถจะบรรยายได้

จนเริ่มเข้าเขตชุมชนอีกครั้ง   เราหลงไปมาจนเจอคู่จีนที่เพิ่งเดินมาถึง  ขณะนี้มืดมิดแล้ว   ไฟในหมู่บ้านมีไม่กี่ดวง   อย่าลืมว่าหมู่บ้านนี้เพิ่งมีไฟฟ้าใช้เมื่อปีที่แล้ว โชคดีที่ฝ่ายสามีเตรียมไฟฉายคาดหัวมา   เราจึงเดินตามกันเป็นลูกไก่ 3 ตัว   ไปจนถึง GH ตอนทุ่มกว่า

สรุปวันนี้ 14 กิโล   ใช้เวลาทั้งหมด 10 ชั่วโมง   โดยแวะเที่ยววัด 45 นาที   หลบฝนอีก 1 ชั่วโมงกลับมาคิดว่าพวกเราลืมนึกไปว่าจากพลังงานขาเต็มร้อยในวันที่มาถึง   เมื่อวานเราได้ใช้มันเดินไปเบสแคมป์ 24 กิโลแล้ว   เราคิดว่า 14 กิโลในวันนี้กระจอกนัก   เดินแป๊บเดียวก็ถึงจึงทำให้การจัดการเวลาล่าช้าไปหมด   หากเราไม่ได้เจอกับคู่คนจีนขากลับคงจะหลงอยู่ในหมู่บ้านที่มืดมิดโดยไม่มีแม้แต่แสงไฟใดๆ นำทาง

 

 

 

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s