Lijiang:Shangri-la#5 : Base Camp & frozen lake 24 km

… จากคนที่เดินป่าครั้งสุดท้ายตอนค่ายลูกเสือม.3 กลับต้องมาเดินข้ามเขาไปเบสแคมป์ด้านล่างธารน้ำแข็งไป-กลับ 24 กิโลภายในวัน
… จากออกเดินทาง 4 คน แต่กลับมา 13 คน ต่างชนเผ่า มิตรภาพที่สามารถเรียกได้ว่า “เลือดข้นกว่าน้ำ”

 

DAY 9

8.30 เราออกเดินทางกัน 4 คน   ช่วงแรกทางดินเรียบ   ผ่านทุ่งหญ้าหรือทุ่งจามรี   ทุ่งลา   ทุ่งแพะ   เขตนี้เค้าปล่อยสัตว์ออกกินหญ้าตามธรรมชาติ   มีเพียงกระดิ่งแขวนอยู่ที่คอ    ชมวิวไป   เม้าท์กันไป   ธรรมชาติสุดๆ

พอเริ่มเข้าเขตเขา   เริ่มเดินขึ้น   ทางดินไม้แห้งปกคลุม   พอเห็นเส้นทางรางๆเลือนๆ   ต้นไม้รอบด้านเป็นป่าโปร่ง   ชันไม่มากนักประมาณ 30 องศา   แต่ก็ได้หอบแฮ่ก   เนื่องจากขึ้นๆ ขึ้นอย่างเดียวหลายกิโล   ทางนี่หลังๆเริ่มมองไม่เห็นเทรลแล้วเนื่องจากคนเดินไม่เยอะ   ประกอบกับฤดูใบไม้ร่วงปิดเทรล   ก็เดินไปมั่วๆ รู้แต่ต้องเข้าเขาลูกใหญ่ลูกนี้ไป   เดินไปได้ซักพักถึงรู้ว่าถังขยะคือเครื่องเหมายนำทาง   ระยะห่างอาจเป็นกิโลแต่ถ้าเดินไปเจอถังขยะสีเขียวสดนั่นคือเราเดินมาถูกแล้ว

IMG_1536
ใบไม้เปลี่ยนสี  และถังขยะสีเขียวสด

 

ซักพักมองด้านบนเขาเหนือเราขึ้นไปเห็นมีคน 3 คนเดินอยู่เลยตะโกนทักไป   คู่คนจีนมาจากหูเป่ย   มากับคนขับรถคนทิเบตที่แต่งตัวเหมือนนักร้องเกาหลี   ผมปัดๆ ทรงเกาหลี   แว่นกันแดดเรย์แบน   สูทเข้ารูปสีแดง   แน่ใจนะว่านี่ชุดเดินเขา!   คนทิเบตเคยมาเดินเพื่อไปไหว้น้ำตกและทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์แล้ว   รู้จักทางดี  จนเดินมาถึงยอดเขาแล้ว   เย้ๆ คงอีกไม่ไกล   พอถามคนทิเบตเค้าชี้ทะเลสาบให้ดู   อ้าวววว   ทะเลสาบอยู่เขาอีกลูก!!!  (เป็นลมแพร๊บ)   เราต้องเดินลงเขาที่เราเหนื่อยแถมตายเพื่อเดินขึ้นมานี้   พอเดินลงแล้วต้องขึ้นไปเขาอีกลูก (เดินข้ามเขาที่ใหญ่มาก!!!)

 

คนที่เช่าขี่ลามาจะต้องลงที่จุดนี้   เนื่องจากทางลงเขาต่อไปคือ 75 องศา   เราต้องไต่ขั้นหินลงกัน   ไต่แบบ 2 มือ 2 เท้า   ทางชันนี้สูงประมาณ 10 เมตร   เอ้า  สู้ๆ

เมื่อลงถึงด้านบนเป็นทางราบแล้ว  เย้ๆ ช่วงนี้เดินเรียบริมน้ำที่มีการวางหินซ้อนกันกลายอัน    เต็มพื้นที่ฝั่งข้างลำธารไปหมด   คนทิเบตชวนมาวางหินกัน   พร้อมกับอธิษฐาน   ธรรมชาติแถบนี้เขียวชอุ่มเพราะมีน้ำ   ป่าเฟิร์นเขียวมาก   มองเห็นยอดต้นไม้   ใบไม้เขียวเหลืองทอดยาวไปไกล

IMG_1552
ขอตั้งชื่อภาพว่า “ซ้อนหินที่ริมเขา”   กองใกล้สุดคือที่พวกเราช่วยกันซ้อน

เดินเรียบริมน้ำไปจนถึงสะพานข้ามน้ำ   ข้ามไปจะเริ่มเป็นป่าโปร่งทางเรียบอีกรอบ   ตรงไปสู่ทุ่งหญ้าเปิด   มองเห็นเบสแคมป์แล้ว   เย้   ตอนนี้บ่ายสอง   เราเดินกันมา 5 ชั่วโมงแล้ว   เข้านั่งพักกันด้านใน   หยิบขนมมากิน   คนทิเบตผัดข้าวผัดไข่ขาย   ขนม   เครื่องดื่มก็มีวางขาย   เราพักกินข้าวกัน   น้ำที่เตรียมมาพร่องไปนิดหน่อยแม้จะเดินมา 11 กิโลแล้ว    อาจเป็นเพราะไม่มีเหงื่อ   หรืออากาศเย็นทำให้เราไม่รู้สึกกระหายนัก

 

IMG_1563
base camp ที่่รกร้าง

รอบข้างเป็นที่ราบทุ่งหญ้า   เพิ่มระดับเป็นเขาใหญ่   และตรงหน้าคือยอดเขาคาราเกอโบที่มีหิมะและธารน้ำแข็งปกคลุมอยู่   นั่งไปจะได้ยินเสียงหิมะถล่ม แบบเล็กๆ   (ถ้าใหญ่คงไม่ได้มานั่งเขียนอยู่)   ด้านล่างเกือบตีนเขาหิมะ   เห็นธงมนต์อันหนาแน่น   นั่นคือจุดหมายของเรา   ดูใกล้มาก   ห่างจากเบสแคมป์ไปเพียง 700 เมตร   แต่หนุ่มทิเบตบอกใช้เวลา 1 ชั่วโมง   เป็น 700 เมตรวิบากเพราะเดินขึ้นๆๆๆๆ ขึ้นอย่างเดียวที่ความสูง 3700 เมตร

 

เราเลยออกลุยกันต่อช่วงแรกเดินลดเลาะพุ่มไม้ไปตามเทรลที่ชัดเจน    มีสะพานข้ามลำน้ำอยู่เรื่อยๆ   ช่วงนี้น้ำเยอะเพราะน้ำจากยอดเขาหิมะละลายลงมา   หิมะเริ่มโปรยปราย   จนถึงช่วงที่เราเริ่มเดินขึ้นเขาอีกครา   คราวนี้รู้สึกได้เลย   พลังขามันลดลงมาก   เดินไปสิบก้าว   หอบ   สิบก้าวพักอีก 5 นาที   คนจีนหลายคนที่เดินสวนลงมาทักทายให้กำลังใจตลอดทางเดินขึ้น

เดินต่อไปจนถึงยอดหรือควรจะเรียกว่าปากปล่องทะเลสาบดี   ตรงหน้าคือธารน้ำแข็งอยู่แค่เหนือหัวนี่เอง   ว่าใกล้ก็ใกล้   ยื่นมือออกไปกลับเอื้อมไปไม่ถึง

ลองมองหันกลับไปฝั่งตรงข้ามธารน้ำแข็ง   แกรนด์มาก!   วิวมองได้รอบด้าน 360 องศาภูเขาใหญๆหลายลูกลดหลั่นกันไป   มองเห็นเขาหิมะ Bai ma (白马雪山) ช่วงวัดเฟยไหลซื่ออยู่ไกลๆ สวยมาก   ภาพรูปเยอะแค่ไหน   ไม่สวยเท่ากับของจริงที่เห็นอยู่   สุดท้ายจึงหยุดถ่าย   มอง   และเก็บภาพ   บรรยากาศ   ความรู้สึกนี้ใส่ไว้ในความทรงจำ

IMG_1593
เมื่อหันมองกลับหลังไป  วิวภูเขาหิมะ Baima

 

เห็นกลับมองทะเลสาบอยู่ด้านล่าง   ต้องเดินลงไปอีก 50 เมตร   ทางลงมีแต่หินก้อนเล็กๆๆ   ใจตอนนั้นมันถึงแล้วไง   ขาหมดแรงแล้วจึงค่อยๆสไลด์ตัวลงไป   จนถึงทะเลสาบสีเขียวใส   มีการตั้งซ้อนหินอธิษฐานกระจายทั่วริมทะเลสาบ   ฝั่งตรงข้ามมีธารน้ำแข็งที่อยู่ต่ำที่สุดแข็งมาก

 

IMG_1580
ถึงแล้วทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์  มีการตั้งหินอธิษฐานรายล้อม  ขาวๆ นั่นคือธารนำ้แข็ง

 

 

อากาศตรงนี้หนาวมาก   ก็จะไม่หนาวได้ยังไงเราอยู่ใต้ธารน้ำแข็งและหิมะ   และยังได้ยินเสียงหิมะหรือธารน้ำแข็งแตกอยู่เรื่อย   อดคิดไม่ได้ว่ามันคงจะไม่ถล่มลงมาที่ๆ เรานั่งอยู่   ใต้ธารน้ำแข็งพอดี

มองจนสมใจคิดว่าชีวิตนี้คงไม่มีทางลืมบรรยากาศนี้แล้วแน่นอน   จงเริ่มเดินทางอีกครั้งเพื่อกลับที่พัก   ซึ่งตอนนี้ 4 โมงแล้ว   ขามาเราเดินทั้งหมด 6 ชั่วโมง   ขากลับเป็นทางลงเขาเราควรจะทำเวลาได้ดีกว่าขามาเยอะ   ควรจะกลับถึง GH ก่อนมืด

ย้อนกลับไปทางขามาข้ามสะพาน   ผ่านลำธาร   ไต่ขั้นหิน 75 องศาถึงยอดเขาที่ห้ามฉี่ห้ามคีผ่านไปจนช่วงที่ต้องลงเขาระยะยาวก่อนที่จะเจอทุ่งจามรี   ช่วงลงเขาให้ขากลับนี้ลำบากกว่าเดิมเนื่องจากทางแรกเป็นดินกับใบไม้แห้ง   มันเกาะดินไม่อยู่ … ลื่น!   ทางแบบสองน้ำมาจากไหนก็ไม่รู้ไหลลงตามทางเดินจนบางช่วงกลายเป็นโคลน … ลื่น!   เรามีปัญหากับตอนเดินลงมาก   ลื่นปี๊ดๆ ตลอด    จนกลุ่มคนจีนเดินตามมาทัน (เค้าเดินกันเร็วมาก)   ทีแรกก็รอจนรอเดินด้วยไม่ไหว   เดินนำไป   แต่ยังเหลืออีก 2 คนที่เดินตามเรามาระยะนึง   ต้าเกอ (คำใช้เรียกผู้ชายจีนที่อายุมากกว่าเรา) คงสงสารเราที่เดินสองก้าวแล้วก็ลื่น   เดินอีกสามก้าวก็ยังจะลื่น   เลยมาสอนวิธีการวางเท้า   การผ่อนน้ำหนักเวลาเดินลงเขา   จนเห็นเราพอทำได้เค้าเลยเดินแว้บหายไปดั่งนินจา   จนเราตามกันมาทันอีกครั้ง   เค้าหยุดถ่ายรูป   เราเดินนำไปเจอทางโคลนที่ต้องเหยียบแต่บนหิน   เราแทบจะนั่งแล้วเหยียดขาไปทีละข้างแบบคางคกขาเจ็บ   จนต้าเกอก็ตามลงมาทันอีกครั้ง   อนาถสภาพเราอีกที   “เค้าเลยบอกเอางี้   เดี๋ยวชั้นเพื่อนชั้น (ต้าเกออีกคน) เดินนำแล้วเธอตามสเต็ปการก้าวของเค้านะ  ส่วนชั้นจะเดินตาม   ระวังด้านหลังเธอให้อีกที” ^^” 555  ขอบคุณก่ะ

พอเดินตามสเต็ปเท้าเค้าเท่านั้น   แม่เจ้า  มันแจ่มมากเดินลงเขาเร็ว   จนเกือบจะวิ่งเลย  โดดไปมาซ้ายๆ ขวาๆ  นี่เราทำได้ไง   จริงๆ แล้วหลักมันคือการถ่ายน้ำหนัก   การวางเท้า  และการเลือกทางไปแค่นั้นเอง

จนลงมาถึงทางราบ   เร็วมาก   ต้าเกอชวนมาร่วมโต๊ะมื้อเย็นด้วยกันประมาณหกโมงครึ่ง   โดยร่วมกับคนจีนอีกกลุ่มที่เค้าเจอระหว่างทาง   เค้าถือว่าเป็นหยวนเฟิ่น (Yuanfen/缘分) หรือโชคชะตาที่นำพาให้เรามาเจอกัน

ทุ่มกว่า ณ โถงอาหาร   ทุกคนมาครบกลายเป็นโต๊ะใหญ่ที่สุดใน GH   ทั้งหมด 13 คนจาก 3 กลุ่มที่มาเจอกันที่หยู่เปิง   กลุ่มต้าเกอเป็นคนแนะนำให้กลุ่มเราและอีกกลุ่มที่มี 3 คน   ปักกิ่ง 1 คนเป็นช่างกล้อง   ไท 2 คน (ชนกลุ่มน้อยไต๋หรือไท)   และกลุ่มต้าเกอ 6 คนรู้จักกัน   เราเลยทักสำเนียงเอ๋อร์ (สำเนียงปักกิ่งจะออกเสียงเอ๋อร์ 儿 หนัก) ใส่คนปักกิ่ง   พูดคุยกันสนุกสนาน   เหล้ายาอาหารวางเต็มโต๊ะ   อาหารเรานี่แทบไม่ได้แตะ   เพราะต้าเกอทั้งหลาย   ทุกคนเรียกชนแก้วตลอด   นั่งได้ไม่เกิน 3 นาทีก็มีคนเรียกชนอีก   นี่แหละชีวิตที่ชั้นรอคอย   วัฒนธรรมการเข้าสังคมจีน   จนต้าเกอคนที่สอนเดินลงเขามากระซิบว่า “เวลาชนเธอไม่ต้องกินหมดแล้วก็ได้นะ ”  อ้าว หรอ   เราก็นึกว่าทุกคนกินหมด   ถ้าเรากินไม่หมดมันจะเสียมารยาท   หลังจากรู้คราวนี้สบายเลยชนห้าครั้งเติมเหล้าขาวซักครั้ง   พี่ๆ เห็นเราลุกชนแก้วอาหารไม่ได้แตะ   เลยคอยตักข้าวใส่จานให้ตลอด   ยกให้เราเป็น “Thai representative”   พร้อมกับขอตัวกลับไปห้องพักก่อน

IMG_4696[1]
อาหารมื้อค่ำอันแสนสนุก

จนสี่ทุ่มครึ่งเราก็แยกย้ายกันไปนอน   สรุปก่อนนอนเดิน 24 กิโลเมตร   ใช้เวลา 9 ชั่วโมงกว่า   ในวันพรุ่งนี้กลุ่มเรากับกลุ่มต้าเกอมีแผนไปเดินน้ำตกศักดิ์สิทธิ์เหมือนกัน

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s