Ladakh, India

เลห์ ลาดักห์ เป็นความไฝ่ฝันของเรามานานกว่า 8 ปีแล้ว  ดินแดนเขาสูงใหญ่  ธรรมชาติสุดอลังอันกว้างไกล  แต่ด้วยพันธกิจอันมากมายในจีน  จึงต้องอดใจรอจนกระทั่งปลายปีที่แล้ว  ได้รวมกลุ่มไปลาดักห์ ทั้งหมด 4 ชีวิต  เพื่อให้ฟิตพอดีรถ  แล้วรวบหัวรวบหางทำสัญญากันด้วยการซื้อตั๋วเครื่องบินเลยในช่วงมี.ค. สายการบิน low cost ของอินเดีย Spice jet  เจ็บใจที่การบินไทยออกโปรตามหลังมาไม่นานนักแพงกว่า 1000 บาท แต่ไม่ต้อง transit และมีอาหารให้บนเครื่อง แง้ๆ แต่พี่ๆทุกคนทำใจรับได้  ดวงคนเราก้อเงี้ยแหละ

เนื่องจากมีเวลาเตรียมการณ์นานมากจึงเริ่มติดต่อทั้งโรงแรม บริษัททัวร์ล่วงหน้า  ทั้งนั่งศึกษาเส้นทาง ท้ายสุดจึงสรุปได้ว่าทั้งหมดไปหาเอาตอนถึงเลห์แล้วก้อได้  ติดต่อเองได้หมด

จุดสำคัญในทริปนี้ที่ตั้งไว้ว่าต้องทำให้ได้คือ
1. นอน homestay
2. ขาไปเลห์ จะเหมารถไปเท่านั้นไม่นั่งเครื่อง  เพื่อเป็นการปรับระดับ  และชมวิวระหว่างทางที่นักท่องเที่ยวทุกคนบอก ต้องมา
3. Turtuk village หมู่บ้านเทอร์ทู้ก เป็นอีกนึงในหลายที่ๆพลาดไม่ได้ hidden gem

แผนการเดินทางทั้งหมดจึงถูกสร้างขึ้นมาตามเป้าหมายระยะเวลา 10 วัน

แผนการเดินทางแรก
BKK -> Delhi -> Srinagar ทางเครื่องบิน
Srinagar -> Leh เหมารถใช้เวลา 2 วัน  ค่ำไหนนอนนั่น  โดยความสูง ณ เมืองที่ค้างต้องไม่เกิน 3500 m
Leh -> Turtuk village -> Nubra vallay (Hunder , Diskit) -> Pangong lake
วันที่เหลืออาจไปล่องแก่ง  เดินช้อปปิ้ง  และเที่ยวในเดลี 1 วันก่อนขึ้นเครื่องกลับตอนเย็น

ก่อนไปเกิดเหตุจราจล แบ่งแยกดินแดนใน Srinagar  จนประกาศเคอร์ฟิว  ซึ่งประกาศเฉยๆเราไม่กลัว  แต่หลังจากเสาะหาข้อมูลเตือนที่ประกาศในเวบรัฐบาลอังกฤษ และข้อมูลจากคนท้องที่แล้ว  รถจะวิ่งได้ตอนกลางคืนเท่านั้นโดยบอกไม่ได้ว่าจะวิ่งได้กี่โมง  สัญญาณมือถือ อินเตอร์เน็ตตัดหมด  แล้วเส้นทาง Srinagar -> Sonamarg เป็นเส้นทางที่มีกลุ่มแบ่งแยกดินแดนหลบตามหุบเขา  ซึ่งถ้าดันทุรังไปมันไม่สนุกละ  เลยส่งเมลล์ไปขอยกเลิกตั๋วเครื่องบิน GoAir โดยขอเงินคืนทั้งหมด  และ GH ที่จองไป Sonamarg   การยกเลิกตั๋วเครื่องบินจากเหตุเคอร์ฟิวโดยขอเงินคืนทั้งหมด ไม่สามารถยกเลิกผ่าน สำนักงาน GoAir ในไทยได้  ต้องส่งเมลล์ไปแจ้ง  และทางอินเดียจะโทรกลับมายืนยันและทำการยกเลิกให้   ขอย้ำการติดต่อธุรกรรมใดๆกับอินเดีย  ต้องโทรคุยตลอด

แผนสุดท้ายหลังจากตัดศรีนาการ์ออก
BKK -> Delhi  เที่ยวเดลี เพื่อรอรถบัสรอบ 5 โมง  เพื่อไปมะนาลี Manali
night bus Delhi-Manali
Manali-Leh เหมารถ  ใช้เวลา 2 วัน  โดยนอนที่ Jispa  ที่เลือก Jispa เพราะเป็นเมืองในระดับความสูง 3200 เมตร  น่าจะไม่มีปัญหา AMS  เพราะเมืองหลังจากนั้นไปจะสูงระดับ 4000+ M  แล้วค่ะ
Leh  พักผ่อน 1 วัน  เที่ยววัดรอบๆ  shopping
Leh-> Turtuk village-> Hunder (sane dune)->Pangong lake  4 วัน
Leh-Delhi บิน Jet airway เที่ยวในเดลี 1 วัน  และบินกลับไทยไฟล์ทค่ำๆค่ะ

ก่อนการเดินทางจอง GH ที่เลห์ไป 2 คืน  เพราะได้ราคาดี  แต่หลังจากเปลี่ยนไปเส้นมะนาลี  ซึ่งเส้นนี้ถนนไม่ดี  มีโอกาสหินถล่มทางขาดเยอะ  เลยคิดว่าจะยกเลิกไปก่อน  เมลล์ไปถาม GH เค้าบอกว่าไม่ต้องยกเลิกก้อได้มีปัญหาอะไรให้โทรหาเค้า  เคค่ะตามนั้นเลย   นอกจากเรื่องที่พักเราได้ติดต่อคนขับรถไว้เพื่อให้มารับที่ท่ารถบัสที่มะนาลี เราได้รายชื่อคนขับรถและค่าแท็กซี่ซึ่งเป็นเรทมาตรฐานมาจาก blog คนอินเดีย  คนที่ติดต่อไปนี่อยู่ลำดับ 2 ที่เค้าแนะนำเลย  แต่ติดต่อยากและไม่ค่อยตอบ  โทรไปหาก้อหลายครั้ง  แต่ก้อรับปาก OK, Mam ทุกประโยค  จนมีครั้งนึงเราถามไป What does it mean, Ok Mam? คำตอบที่ได้คือ Ok,Mam!!!! อ้ากกกก นี่คืออะไร  แต่ก้อ text ไปบอกคิดว่าน่าจะเข้าใจ  เลยเลยตามเลย  และให้เค้าทำ permit ให้ด้วย  โดยส่งหน้า passport , visa และ แผนการสถานที่  วันที่ไปให้เค้า   ที่ต้องทำก่อนเพราะช่วงเราไปมันติดวันชาติอินเดีย  สำนักงานปิดหมด

ณ วันที่ต้องบิน  สายการบิน Spice jet โทรมาพูดจายาวเหยียด  ฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างจากสำเนียงอินเดีย สรุปคือต้องการขายservice เพิ่ม  ทีแรกก้อจะเอา  แต่บังคับกันเกินไปเลยไม่เอาละ  สายการบินนี้ต้องไป transit Kolkata ตอนแรกก้อเบาใจ  ปรากฏว่ากระเป๋าไม่ได้ check through ต้องผ่านตม. รอเอากระเป๋า แล้วกลับมาเช็คอินใหม่  เท่านั้นแรกทุกคนอยู่สภาวะเตรียมวิ่งมากหลังเครื่องลง

เครื่องเข้าที่ Terminal 1 เป็นอาคารเล็กๆ  พี่ที่เตรียมข้อมูลเที่ยวในเดลีบอกว่าให้เหมา taxi จากในแอร์พอร์ตเลยปลอดภัยกว่า  ปรากฏแท๊กซี่ของสนามบินเหมาไม่ได้  จะเป็นแบบคิดไปส่งรอบเดียว  เลยต้องเดินทางเจ้าอื่นๆที่เหมาได้ทั้งของรัฐบาล ทั้งเอกชน ทั้งอะไรก้อไม่รู้ราคาไม่มาตรฐานเดินวนไปมาต่อรองเป็นชั่วโมง  สุดท้ายได้เจ้านึงเหมา 6 ชม. เรทต่อรองได้นิดหน่อย  แต่โอเคสุด  อ้อ คนที่นู่นเค้าเตือนไว้ว่าถึงจะเหมาแท็กซี่จะในสนามบินก้อไม่สามารถทิ้งกระเป๋าเดินทางบนรถแล้วไปเที่ยวได้  เราจึงต้องผลัดเวรกันออกไปถ่ายรูปกับเฝ้ากระเป๋า

เรื่องเที่ยวในเดลีของข้ามไปเลยนะคะ  เมื่อใกล้เวลารถบัส เราเลยให้คนขับไปส่งก่อนเวลา 2 ชม.  เมื่อถึงปรากฏว่าบริษัทบัสเปลี่ยนเวลาจาก 17.00 เป็น 18.00 และที่ขึ้นรถออกไปเป็นย่านนอกเมือง old Delhi!!! โทรคุยก้อไม่รู้เรื่อง บริษัทบัสพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้  คนขับเลยจัดการให้ต้องรีบไปเพราะเวลาเลิกงานแล้ว traffic แย่เลย  คิดค่าแท็กซี่เพิ่มอีกเท่านึง  ณ ตอนนั้นสับสนวุ่นวายกันมากว่าโดนหลอกหรือป่าว เพราะไม่มีเมลล์มาแจ้งเลย  เพื่อนก้อว่ามันหลอกกันเป็นขบวนการณ์  แต่จุดนั้นคิดนานไม่ได้เลยตัดสินใจ เอาวะ ไปตามที่มันบอก  พึ่งใครไม่ได้แล้ว เช็คก่ะใครก้อไม่ได้  ระหว่างทางก้อรถติดมาก  แต่ก้อถึงได้ทันเวลาโดยจุดจอดรถบัสคือซอยที่เป็นที่ทิ้งขยะ ทั้งน้ำเหม็นเน่า ขึ้นไปเหงื่อแตกรอบนรถที่ไม่เปิดแอร์  แถมดีเลย์เพราะรอคนที่มาช้า  กว่ารถจะออกจาก 6โมงเย็นเป็น 2 ทุ่ม บระเจ้าสิริรวมเลทไป 3 ชม.

IMG_8701
วิวระหว่างทางบนรถบัสก่อนถึงมะนาลี
IMG_8704
บรรยากาศ ณ ตอนลงจากบัส ทั้งคน ทั้งลา ทั้งม้าขนของ วุ่นวายมากมาย
IMG_2326
วิวระหว่างรอรถมารับจากเลห์ สวยงาม แต่ก้อรมณ์เสียเหมือนกันนะ ไม่มาสักที

ระหว่างทางมีแวะกินข้าวเวลาสั่งแค่เลือก Veg (vegetarian) or Non-Veg (meat)  ช่วงเช้าแวะร้านดื่มชาอีกครั้ง  กำหนดการณ์ถึงมะนาลี 6 โมงเช้า  ถึงจริง 11 โมง  โดยเราส่ง SMS ไปบอกคนขับที่จะมารับตลอด  แต่เมื่อไปถึงปรากฏว่า…

ไม่มี ไม่มา หาย โทรไปไม่รับ … แต่ยังมีหวังยืนรอไปก่อน ซึ่งในใจคิดว่าไม่ใช่ละ ถ้าเค้ามารับจริงเค้าต้องมาค้างที่มะนาลีแล้วเพราะใช้เวลาขับรถ 2 วัน  รอไปเกือบ 2 ชม. ค่อยรับสายแต่คุยกันไม่รู้เรื่องอีก  หารถเหมาใหม่ตรงนั้นก้อไม่ได้  เลยส่งโทรศัพท์ให้คนอินเดียช่วยคุยภาษาฮินดี้ให้สรุปคือเค้ายังอยู่ที่เลห์แต่เดี๋ยวเค้าจะส่งเพื่อนมารับ เราก้อเฮ้ยยย ไรว้าาานัดแล้วทั้งโทรคุย ทั้ง whatsapp , e-mail แต่เอานะ ตอนนี้ขอให้ไปถึงเลห์ตามแผนที่ตั้งไว้เป็นพอ ซักพักคนขับมารับไปกินข้าวในมะนาลีต่อแล้วไปต่อเลย ระหว่างเส้นนี้เริ่มด้วยภูเขาเขียว ร่มรื่น ไอหมอก เมฆต่ำ สวยงามมาก  แต่แล้วคนที่เลห์โทรมาขอให้ส่งหน้าวีซ่าไปเพื่อทำ permit ซึ่ง มันไม่มีทั้งสัญญาณโทรศัพท์และเน็ต  เลยต้องรีบไปแวะที่เมือง keylong ก่อนเพื่อส่งเมลล์  เมืองนี้หน้าตาผู้คนเริ่มเป็นแนว East asian แบบทิเบตแล้ว  ความน่ากลัวน้อยลง  ตัวเราก้อผ่อนคลายมากขึ้น  ส่งเสร็จไปค้างที่ Jispa ต่อ  เราไม่ได้จองรร.ไปก่อน  เราได้ 2 ห้องสุดท้ายของรร.พอดี  ค่ำคืนนี้อาบน้ำและนอนอย่างสบายใจ

IMG_2333
ระหว่างทาง Manali-Jispa
IMG_2334
ระหว่างทาง Manali-Jispa

IMG_8755 IMG_8754 IMG_2383 IMG_8737 IMG_8720 IMG_2373 IMG_2361 - Copy IMG_2356 IMG_2334

IMG_2441
อ่า คนขับลงไปช่วยเคลียร์หินข้างทาง
IMG_8763
จากหน้าต่างที่พัก Hotel Ibex , Jispa

เช้านี้เป็นอะไรที่ทรหดมากเนื่องจากเราต้องลุยความสูงในระดับ 4000-5300 m หลายชั่วโมง  ครั้งนี้เตรียมยาพร้อมมาดีมากทั้ง Diamox , หงจิ่นเทียน, ยาน้ำ energy for AMS release พอถึง pass สูงๆคนขับก้อแย่เหมือนกันพยายามเร่งให้ขึ้นรถ (ลงไปถ่ายรูป) แล้วรีบขับลง  หลังจากสะบักสบอมจนมาพักกินข้าวเที่ยงที่ Pang 4200 m เรามีอาการ AMS หน่อยๆ เหนื่อยง่าย วิ้งๆ ส่วนพี่อีกคนอ้วก เลยซัด energy ไปคนละขวด  กินข้าวนิดหน่อยเนื่องจากรสชาติมันแย่  นั่งรถต่อเพิ่มความพะอืดพะอม  จนถึงเมืองก่อนถึงเลห์คนขับขอแวะล้างรถก่อน !? ล้างรถทำไม  เค้าบอกในเลห์ไม่มีที่ล้าง  เลยออกมานั่งรอ  พี่อีกคนไปอ้วกต่อให้จบ  สภาพสิ้นฤทธิ์กันเต็มที่  ทางจากนี้ไปขับเรียบริมลำธารสวยงามมากก่อนถึงเลห์จะผ่านค่ายทหารยาวโพ้นจนเข้าตัวเมืองเจอความจอแจรถ คน ฝุ่น เราผ่านใจกลางไปเพื่อไปที่พักที่อยู่ด้านนอกออกไป เงียบสงบ  คนขับรถเลห์ที่ติดต่อไว้ก้อมาหาเพื่อมารับเงินค่ารถ  เค้าภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้เลยสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง  เราถามไปทำไมเราไม่ได้เจอเธอใน Manali ตามที่นัดไว้  คำตอบ … มองหน้า OK,Mam อ้ากกกก อีกรอบ  แต่สรุปก้อเหมารถก่ะเค้าเพื่อเที่ยวต่ออีก 4 วัน  โดยเว้นวันพรุ่งนี้ไว้พักผ่อนก่ะเที่ยวในเลห์  ได้ค่ารถถูกมาก  แต่เค้าไม่ได้เป็นคนขับเอง  เป็นเอเจนซี่

IMG_2444
breakfast ณ เพิงแรกหลังจากออกจาก Jispa

IMG_2425 IMG_2437 IMG_2442 IMG_2447 IMG_2458 IMG_2462 IMG_2466วันนี้ชิวๆแบ่งกลุ่ม หนุ่มๆไปเที่ยววัดถ่ายรูป ส่วนสาวๆจองที่พักที่ Pangong lake และช้อปปิ้ง  วันนี้เราป่วยเป็นไข้สูงเลย  จนตอนเย็นพี่ๆจะยกเลิกทริปทั้งหมดแล้วให้เราพักผ่อนในเลห์แทน  เพราะมันต้องเข้าเขตที่สูง 5000+  แต่มาถึงแล้ว  วันนี้ก้อพักแล้ว the show must go on (ปล.เราป่วยได้ทุกทริปจริง) ลุยค่ะ ไป!!

IMG_2490
วิวตรง main bazaar มองเห็น Leh palace
IMG_8794
Shaolin Guest house สะอาด เงียบสงบ อยู่ห่างจากเมืองเดิน 20 นาที
IMG_8798
วิวจากชั้น 2 ของ GH

เวลานัดมารับ 7.30 เอาเข้าจริงคนขับมา 8.15 ชีวิตที่เลห์นี่มัน slow life จริงๆ คนขับเราชื่อ Tashi  ภาษาอังกฤษใช้ได้เลยทีเดียว  แนะนำแลกเปลี่ยนกันตลอดทางสนุกสนาน วันนี้เราเดินทางไกลเพื่อไป Turtuk village ระยะทางแค่ 200 km แต่ใช้เวลาถึง 9 ชั่วโมง  รวมเวลาคนขับลงไปกินชา พูดคุย ก่ะ lunch และการถ่ายภาพของเรา  ตอนผ่าน Khardung la (pass 5300 m) กังวลนิดหน่อยเพราะเราคัดจมูกจากหวัดอยู่แล้ว เจอที่สูงอีก  แต่ก้อไม่มีปัญหา  คิดว่าร่างกายปรับได้แล้ววันที่ 3 แล้วนิ่นะ  ชอบวิวภูเขาหลังจากพ้น Nubra valley แล้วมากๆ  มันยิ่งใหญ่สุดๆ หลังจากผ่าน check point มาทั้งหมด 4 ที่  เราก้อผ่านหมู้บ่านเล็ก ชาวบ้านเล็กแต่งชุดอิสลาม และโพกหัว  หน้าตาสวยหล่อกันมาก เด็กบางคนตาน้ำตาล ผิวขาว ผมบรอนด์ด้วย เหมือนฝรั่งเลย  เค้าเข้ามารุมรถ เพราะไม่ค่อยได้เห็นนักท่องเที่ยวที่ไม่ใช่อินเดีย  เข้ามาขอจับมือบ้าง

IMG_2504
เส้นทางสายไหมจีน-ทิเบต-ลาดักส์-อินเดีย
IMG_8817
Khardung la ที่เค้าเคยว่าเป็นถนนที่สูงที่สุดแต่ไม่ใช่แล้ว มีการวัดใหม่ความสูงจาก 56xx M เหลือเพียง 5359 M
IMG_8850
ตู้เย็นธรรมชาติ
IMG_8853
ลอดกำแพงหิน
IMG_8856
ต่อด้วยมุดถ้ำ ย้ำถ้ำค่ะ ไม่ใช่อุโมงค์

IMG_2493 IMG_2495 IMG_8828 IMG_8849 IMG_8859 IMG_8863 IMG_8880 ผ่านไปจนถึงหมู่บ้าน Turtuk  ล่าง  ทุกคนก้องง ทำถนน ไม่เห็นมีอะไรเลย ทั้งร้านอาหารและ GH จนไปถามคนแถวนั้นได้ความว่าใจกลางหมู่บ้านจริงๆอยู่ด้านบน  รถเข้าไม่ได้ต้องเดินข้ามสะพานแขวนเข้าไปเท่านั้น  แค่นี้ก้อ cool มากแล้ว  เราจอดรถกันไว้  แล้วออกเดินตามหา GH ที่อ่านเจอในบล็อก  เข้าไปถามร้านแรกปรากฏโป๊ะเช้ะ เจ้าของ GH เป็นพี่ชายเค้า  เค้าจึงพาเราเดินไป  แค่เข้ามาในหมู่บ้านจะเจอทุ่ง สวน  ทางเดินเล็ก  และชาวบ้านยังใช้ลาในการแบกของ  โคตรน่ารักเลย  GH มีอยู่แค่ 4 ห้อง  ราคารวมอาหารเช้าและเย็น  เพื่อนร่วมบ้านมีชาวเยอรมัน 1 นิวซีแลนด์ 1 เกาหลี 4  แบ่งแยกกันโดยคนเกาหลีคุยแต่ภาษาเกาหลี ส่วนเราคุยอังกฤษก่ะฝรั่ง  ที่นี่เค้ากินอาหารเย็นกันคึกมาก 2-3 ทุ่ม  มี Dal & ผัดผักใส่เครื่องเทศ   เย็นนี้ไม่ได้อาบน้ำ เนื่องจาก ไม่มีน้ำร้อน และ น้ำหมด!!! ใช่ค่ะ น้ำหมด อดอาบกันพร้อมหน้า  ส่วนไฟมีตอนประมาณ 6 โมงเย็นและดับตอน5ทุ่ม  เจ๋งมาก  ขึ้นดาดฟ้าไปดูพระจันทร์เต็มดวง ดาว เคล้าเสียงลา

IMG_8895 เช้านี้รีบตื่นมาเข้าห้องน้ำ ก่อนคนจะเยอะและน้ำจะหมด XD อาหารเช้าเป็นจาปาตี (Chapati) กินกับเนยและแยม  เนยที่นี่อร่อยมาก มีความเป็นเนยทั้งกลิ่นและรส ดีจริงจัง  เกาหลีเก็บ apricot มาให้กิน  ลูกเล็ก หวาน สด อร่อย  ข่าวดีเช้านี้คือ Karim เจ้าของ GH จะพาเราเดินทัวร์รอบหมู่บ้าน น่ารักมาก  ระหว่างทางเค้าทักทุกคน  เอ้อ hello ภาษาที่นี่คือ Salamolegum ชาวบ้านไม่ชอบให้ถ่ายรูปเนื่องจากยังไม่คุ้นเคยกับกล้อง  เพราะฉะนั้นให้ขอก่อนถ่ายนะคะ  เดินผ่านไร่สวน Karim เก็บ apricot , apple , walnut มาให้กิน  แล้วเดินเรียบริมผา  มองเห็นหมู่บ้านด้านล่างและแม่น้ำ Shyok ที่ไหลไปปากีสถานต่อ  สวยจนไม่รู้จะพูดยังไงแล้วได้แต่ครางง I have no word to express only so beautiful!

IMG_2551
Karim กำลังเก็บ apricot ให้
IMG_2543
ฮือ มันสวยมาก
IMG_2558
sweet apricot + fresh apple
IMG_2554
ระหว่างทางจาก GH ไป monastery
IMG_2568
บ้านนี้เคยเป็นของคนปากีมาก่อน แต่ตอนนี้เจ้าของได้ย้ายออกกลับไปปากีสถานแล้ว
IMG_2585
Shyok river ไหลออกไปสู่ปากีสถาน Karim พาเดินเส้นริมเหวข้างไร่

IMG_8907

Karim พาไปแวะร้านชาก่อนจะขึ้นไปที่ Ladakhi monastery  ชาดำที่นี่ไม่เหมือนชาดำจีน อร่อยมากแนะนำว่าต้องลอง  จากร้านชานั่งชิวมอง K2 range, Karakorum mount และไกลๆนั่นคือยอด K2 ที่หลายคนไฝ่ฝันอยากไปให้ถึง  บรรยากาศมันดีมาก  ประทับใจที่นี่ที่สุดในทริปแล้ว

ซักพักขึ้นไป monastery  แม้ชาวบ้านที่นี่จะเป็นมุสลิม 100% แต่ monastery พุทธนี้เพื่อให้ ladakhi army ขึ้นมากราบไหว้  ขาลงเดินผ่านโซนทหาร แล้วเค้าเรียกชวนไปดื่มชา  โซนนี้ห้ามถ่ายรูป  พูดคุยว่าสถานการณ์ที่นี่สงบ  ถึงแม้จะติดกับปากีเลย  ไม่เหมือนใน Kashmir ที่ curfew เป็นวันที่ 44 แล้ว  ทหารคนนี้มาจากแถบเดลีมาประจำ 2 ปี   เค้าชี้ให้ดูบนยอดเขามีเต๊นท์ขาวของทหารอินเดียอยู่  จากตรงนั้นมองเห็นฝั่งปากีมุมกว้าง ถ้าเดินเท้าขึ้นไปใช้เวลา 6 ชั่วโมง  แต่เค้าไปกันทางเฮลิ กัน   สักพักเลยขอตัวออกมาเดินเล่นต่อ  ที่นี่ต้องซื้อ apricot oil   Karim เลยพาไปแต่ร้านนั้นแพงมาก  ซื้อนิดหน่อย  Karim ก้อบอกว่าแพง  และคงรู้สึกผิด  ตอนเราแยกตัวกลับ  เค้ารีบวิ่งมาตามพาไปซื้อกับอีกร้าน  ถูกกว่ามากแถมลดให้อีก  ประทับใจ Karim มาก

IMG_8915 IMG_8916 เรามาเก็บของกับที่รถก่อนแล้วไปชมมิวเซียมที่อยู่อีกฝั่งของสะพานกัน  มิวเซียมเล่าถึงลำดับราชวงค์ของที่นี่

IMG_6203
ด้านใน GH
IMG_6072
ระหว่างชมหมู่บ้านเลยคลุมหัวบ้างตามคนพื้นที่
IMG_2633
สะพานแขวนทางเข้าหมู่บ้าน
IMG_2637
มัสยิดอีกฝั่งของสะพาน (ฝั่งเดียวกับมิวเซียม)
IMG_2641
องุ่นในมิวเซียม แอบเด็ดชิม คือ มันฝาด มันเปรี้ยว มันยังไม่สุก T-T

IMG_2609 IMG_2627

เที่ยงกว่าออกจากหมู่บ้านแวะข้างทางกิน Maggi (Indian mama) กินจนเบื่อมากมีอยู่รสเดียว แถมไม่มีไข่ให้ใส่อีก  พอจะออกมี 2 สาวชาวบ้านขอติดรถไปด้วย 2 km  ก้อโอเค  เค้าเลยยื่นมะเขือเทศสดให้เป็นกำ

วันนี้เราไป sane dune แล้วปล่อยให้เพื่อนคนนึงขี่อูฐไป  และกลับมานอนเต๊นท์ camp สร้างบรรยากาศพักผ่อน  ในเต๊นท์สภาพดีผ้าห่มหนา และเย็นมากกกก ไม่อยากคิดว่าถ้าพ้นฤดูร้อนแล้วจะเป็นอย่างไร  ห้องน้ำสะอาดแต่มีน้ำร้อยเฉพาะตอนเช้าเท่านั้น  เลยต้องอาบน้ำแบบสาดทีเดียวให้ตัวชา  ออกมาถึงกับร้อนเลยทีเดียว  ร่างกายหมดความรู้สึกไปแล้ว ฮาๆ   ค่ำคืนนี้เราแยกย้ายกันแต่หัวค่ำเนื่องจากพรุ่งนี้ต้องเดินทางไกล  ตื่นแต่เช้าไปปันกอง  แต่พี่อินเดียเต๊นท์อื่นเค้ามีปาร์ตี้รอบกองไฟกัน  ทั้งเสียงเพลงแด๊นส์ภารตะ ทั้งเสียงพูดคุยตะโกน มันระเบิดค่ะ  จนสามทุ่มเค้าค่อยไปกินข้าวกันถึงเข้าสู่ช่วงเวลาสงบพร้อมนอน

ตื่นกันแต่เช้ามากินข้าวไม่ใช่กินจาปาตีเหมือนเคย  พร้อมกับยางรถแบนแล้ว  Tashi เปลี่ยนยางเอง  คิดว่าน้ำมันก้อเติมเอง เพราะไม่เห็นแวะปั้มเลย  จนออกเดินทาง  เราแวะ monastery ที่มีพระใหญ่กลางแจ้งกันที่ Diskit ก่อน  ในส่วนของโซนที่พัก วัดนั้นมีป้ายประกาศหาปันเจนลามะที่หายตัวไปเมื่อหลายปีก่อน  โดนถูกทางการจีนจับตัวไป และยังไม่มีข่าวคราวจนถึงจนวันนี้

เส้นทางจาก Diskit ไป Pangong lake นี้เป็นเส้นที่รถไม่ได้ใช้กันเยอะ เพราะส่วนใหญ่กลับไป Leh ก่อน  เพราะฉะนั้นระหว่างทางไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรทั้งสิ้น  ทั้งเต๊นท์ ขายอาหาร หรือห้องน้ำหลุม  ต้นไม้กิ่งไม้เลื้อยยาวขวางทางถนน  ต้องใช้คำว่ารถมุดเข้าไป  จนถึงจังหวะนึงยางแบนที่เปลี่ยนแล้วก็แบนอีกไปต่อไม่ได้แล้ว ณ กลางทะเลทราย ภูเขาสูง ท้องฟ้าใส  วิวสวยงามมาก  แต่ไม่มีคนหรือรถผ่านเลย  ก็รอไป  ไม่รู้ยังไงสุดท้ายกลับมาวิ่งได้ใหม่   ไม่ได้ช่วยอะไรเค้าเลย  ถ่ายรูปอย่างเดียว

พอช่วงด่านตรวจเพื่อเข้า Pangong lake ได้ข่าวร้ายว่าดินถล่ม  ช่วง 3 km ก่อนถึง lake  พรุ่งนี้ช่วงถึงจะเข้าได้   งึ้ดเลยทีเดียว  เพราะซื้อที่พักและคาดหวังว่าจะไปนอนที่ทะเลสาปกัน  เรากับเพื่อนไม่ยอม  Tashi จึงเสนอว่างั้นเราไปถึงจุดที่ดินถล่ม  แล้วพวกเธอเดินเข้าไปต่ออีก 1-2 km ก็จะผ่านเข้าไปได้  แล้วเค้าจะมารับตอนเช้า  เมื่อได้ยินข้อเสนอแบบนี้  ดีใจมาก  ชอบคนขับแบบนี้ที่สุด  ลุยๆๆๆ

ขับเข้าไปเจอกลุ่มนักท่องเที่ยวออกันอยู่ด้านหน้า  คาดว่ามีคนไทยหลายกลุ่ม  เราก็ขับผ่านไปเรื่อยๆๆๆๆ ผ่านหลุมโคลนบ่อ  ดินถล่มที่เกลี่ยออกเป็นเนินสูง  สุดท้ายก็ถึงทะเลสาป อ๊าว!!!!!!!  ไรฟ้า  งี้ท่าเชื่อทหารแล้วยอมแพ้ตั้งแต่แรกก็จบกันสิ

บรรยากาศสวยค่ะ  แต่ฟ้าปิดหมดเลย  จากที่พักสามารถขับเข้าไปได้อีก 10 กว่าโลก็จะถึงชายแดนอินเดีย-ทิเบต(จีน)  Tashi ว่าช่วงปีใหม่ทหารทั้ง2ฝั่งก็จะมาฉลองด้วยกัน 😀

เช้าถัดมารีบออกแต่เช้าเผื่อว่าจะกลับไปฟัง Dalai lama สอนทัน (ช่วงที่ไป Dalai lama มาที่ Leh เพื่อให้ธรรมสั่งสอน พอดี  แต่เสียดายว่าไม่ได้อยู่ที่เลห์เลย)  ว่าจะผ่านเส้นทางทั้งหลายไปถึงเค้าก็จบกันแล้ว

เย็นนี้เดินเล่นถนน shopping  เช้าถัดไปกลับไทย  สายการบินเดิมที่มีผู้หญิงอยู่ 6 คนบนลำได้  อย่างไรกลับถึงไทยอย่างปลอดภัยค่ะ

สรุปการไต่ระดับความสูงแต่ละที่

สถานที่สีส้มคือที่ๆนอนค้างค่ะ  จะเลือกที่ไม่สูงมาก  และจัด Pangong lake เป็นที่สุดท้ายเพราะร่างกายปรับระดับความสูง  รับกับ อ๊อกซิเจนที่น้อยลงได้แล้ว

Ladakh

Advertisements

One thought on “Ladakh, India

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s