Lost in translation in Beijing

Beijing,China 10/2007     

              ทริปนี้ไปทั้งหมด 5 วัน  เป็นแนว backpack ค่ะ  จำได้ว่าช่วงนั้นพีคมาก….ก  เป็นช่วงเด็กปิดเทอม   ขนาดว่าโทรถามตั๋วเครื่องบินล่วงหน้า 2 เดือนนะค่ะ   ยังได้ตั๋วแพงมาเลย  (Srilunkun airline 17,000 B ปกติประมาณ 12,000 – 15,000 )

15/10/07

                เมื่อถึง Beijing capital airport ซึ่งอยู่ตอนตะวันออกของปักกิ่ง(การบอกทิศสำคัญมากสำหรับคนปักกิ่ง  แล้วจะเล่าต่อไปในช่วงเวลาที่มาเรียนค่ะ)   จากนั้นนั่งบัสไปลงแถวสถานีรถไฟ   ระหว่างนั่งรถไปก็อู้ว์ … เฮ้ย  ตึกสูงเยอะมาก   มันเจริญกว่าที่เราคิดนะ   เจริญมาก   เมืองเค้าจัดผังเมืองได้ดีและเป็นระเบียบมาก   ใครว่าเมืองจีนสกปรก   คีย์ขอยกมือเถียงเลยว่าไม่ใช่ที่ปักกิ่งแน่นอนค่ะ  

   ตึกสูงใหญ่ในตัวเมืองปักกิ่ง

               นั่งไปประมาณ 1 ชั่วโมงก็ถึง   โอ้ ขนาดส.รถไฟยังตื่นตาเลย  ดีอ่ะแสดงความเป็นจีน  สวยงามค่ะ  

ที่ปักกิ่งมีสถานีรถไฟ 2 แห่งค่ะ  北京站 กับ 北京西站 (West)

Beijing zhan (Beijng railway station)                        Guo Ren hotel (Qianmen subway)

              ชมซักพักก็ลงรถไฟใต้ดินไปส. เทียนอันเหมิน โรงแรมที่จองอยู่ข้างๆเทียนอันเหมินเลย   เดินไปอีกหน่อยก็ถึงร.ร.  (国人宾馆) พอยื่นให้ reception  ดู  เค้าก้อดูแตกตื่นที่เป็นคนต่างชาติ   ที่สำคัญมันพูดอังกฤษไม่ได้เลย  ซักคน   นี่ขนาดว่าเป็นร.ร.กลางเมืองนะเนี่ย   เรียกพนักงานมาคุยกี่คนก้อไม่รู้เรื่อง   แต่สุดท้ายก้อพาไปห้องพักที่ไม่มีหน้าต่างเลย   ผู้ร่วมทริปแอบบ่น  เหมือนคุกเลย  แต่คีย์อยู่ได้   ตามราคา  แถมอยู่กลางเมืองเลย   ไปไหนมาไหนสะดวกมาก  แค่ไม่มีหน้าต่างไม่มีปัญหาค่ะ 

             วันแรกนี้กว่าจะเคลียร์ทุกอย่างก็บ่ายแก่ๆซะแล้ว  แผบๆก็มืด   อากาศกำลังสบายเลย ประมาณ 18 C   ไปเดินเล่นถนนคนเดิน Wangfujing (王府井 ,ถนนนี้สำหรับขายคนต่างถิ่นในจีนและคนต่างชาติค่ะ)   เป็นถนนสายใหญ่ไม่ให้รถเข้า    รอบข้างมีห้างหรูหลายล้อม    มีร้านขายของเสื้อผ้า   ชา   ขนม    เดินไปเรื่อยๆเจอซอยเล็กๆ   เห็นมีโต๊ะคนจีนนั่งกินข้าวข้างนอกกันเยอะเลยตามไปดูว่าเค้ามีอะไรกินกัน   พอหลุดเข้าไป…  ว้าว… บรรยากาศจีนๆที่คีย์ต้องการเลยนิ่   มีแสดงงิ้วปักกิ่งอยู่   เวทีไม่ใหญ่มาก   ร้านอาหารเล็กๆมากมาย   ร้านขายของที่ระลึก   โคมแดงห้อยๆ   ถึงคนจะเยอะแต่ก็รู้สึกว่าเจ๋งแหะ   พอออกมาจากซอย  เห็นมีรถนั่งชมวิวกลางคืนรอบด้วย   รีบไปต่อคิวขึ้น   ชอบๆนั่งรถ  ลมเย็นๆ   รถก็ขับไปเรื่อยๆ  ไม่ไกลมากคนขับก้อเป็นไกด์อธิบายด้วยว่าเป็นสถานที่อะไร  แต่ทั้งหมดเป็นภาษาจีนค่ะ  OMG    และแล้วสวรรค์ก็โปรด    หนุ่มคนข้างๆมาคุยและอธิบายเป็นภ.อังกฤษให้ฟัง   ก้อนั่งฟังแต่เค้าพูด   จนตอนลงรถเท่านั้น   โอ้  หนุ่มตี๋  ขาว  สูง   เท่านั้นไม่พอเค้ายังให้นามบัตรเผื่อว่าเราติดปัญหาอะไรให้โทรหาเค้าได้   ฮี่ๆ  xiexie, Chen Yu   เดินต่อไม่นานก็กลับร.ร.   ด้วยความเหมื่อยล้าอยู่เมืองไทยไม่เคยเดินเยอะขนาดนี้   หลับๆๆๆ  เตรียมตัวรับความโหดร้าย  เมื่อยล้าของวันพรุ่งนี้ที่เราจะไปบุกพระราชวังต้องห้ามกัน

 

ถนนWangfujing กว้างมากมาย

งิ้วปักกิ่ง  

งิ้วปักกิ่ง – งิ้วแต่ละเมืองในจีนจะแตกต่างกันออกไปทั้งเครื่องแต่งกายการ-แสดง  ภาษา  คำพูด  ท่วงท่าค่ะ

  

บรรยากาศจี๊นจีนในซ.เล็กใน Wangfujing

16/10/07

                 เช้านี้อากาศเย็นสบายซัก 14 C ได้ค่ะ   หมอกลงเยอะเหมือนกัน    ส่วนการเดินทางง่ายวันนี้มากเพียงแค่ออกจากร.ร.ข้ามถนนไปก็ถึงซะแล้วเริ่มจาก Zheng yang men  ประตูขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้สถานีใต้ดิน Qian men อยู่ทางตอนใต้ของเทียนอันเหมิน(Tian’an men, 天安门)และพระราชวังต้องห้ามหรือกู้กงค่ะ (故宫)  

 Zheng yang men  Zheng yang men  

Zheng yang men  มีแต่หัวคน  หลีกเลี่ยงไม่ได้ก้อประชากรเยอะสุดในโลกนี่ค่ะ

               ประตูแบบนี้มีอยู่แถบทุกเมืองที่เคยเป็นเมืองหลวงของจีนเลยค่ะ   หันไปทางกู้กงจะเป็นลานกว้างขนาดใหญ่รายล้อมด้วยตึกของหน่วยงานรัฐบาล   เช่น   National museum , The great hall of the people   คีย์ไม่ได้เข้าไปแค่ชมภายนอกเท่านั้นค่ะ  เน้นแต่ที่สำคัญๆ  

อาคารรัฐบาลรายล้อมจตุรัสเทียนอันเหมิน

อาคารรัฐบาล  สังเกตได้จากธงชาติและตรากลมๆสีแดงซึ่งเป็นตรารัฐบาลจีน

เห็นแท่นกลางจตุรัสเทียนอันเหมินและพระราชวังต้องห้ามอยู่ไกลๆ

                   ตรงกลางลานจะเป็นตึกแสดงเกี่ยวกับประธานเหมาค่ะ (Mao ZhuXi memorial hall หรือที่เรารู้จักกันว่า Mao Zedong ค่ะ)      ถัดไปจะมีอนุสาวรีย์ The monument of the People’s heroes ตั้งอยู่   มองไปรอบๆคนเยอะมากค่ะ   ส่วนใหญ่เป็นทัวร์คนจีนต่างถิ่น   นี่ขนาดว่าคนจีนด้วยกันยังมาเป็นทัวร์   จะนับอะไรกับคนต่างชาติที่ภาษาจีนไม่ได้เลยนะค่ะ   เดี๋ยวจะมีความลำบากเรื่องภาษาตามมาในวันต่อๆไปค่ะ   เดินมาถึงลานด้านหน้ากู้กงก่อนข้ามถนน   รอบข้างมีจัดสถานที่สำคัญแต่ละแห่งในจีนจำลองไว้ค่ะ  เช่น โปตาลา, ทิเบต   

             ใกล้กู้กงเข้ามาแล้วค่ะ   เพียงข้ามถนนไปก็ถึง   ลงอุโมงค์ ใต้ดิน   กว้างมาก…ก   ก็เค้าคนเยอะนี่ค่ะ   ข้างใต้ก็เหม็นฉี่ไม่ต่างจากบ้านเราหรอกค่ะ   นี่ขนาดว่าใจกลางปักกิ่ง   ที่รัฐบาลพยายามสร้างภาพความสะอาด   ความสวยงาม   ความเป็นระเบียบนะเนี่ย

                ก่อนเข้ากู้กงเห็นตำรวจทั้งเฝ้ายามและทั้งที่เดินตรวจ   ชอบชุดเค้ามากเลย   ชอบที่ใช้สีสันตัดกันดีแอบมีแถบยาวที่กางเกงเป็นแนวสปอร์ตด้วย   เลยต้องขอแอบถ่ายไว้ซะหน่อย  (ต้องแอบค่ะ  กลัวเค้าว่าเราเป็นสายลับ)

ประตูชั้นแรกมีรูปประธานเหมาที่ใหญ่มากเรียก Tian’an men (men แปลว่าประตูค่ะ) พอพ้นไปก้อเข้าเขตพระราชวังแล้วค่ะ   คราวนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติเยอะมากแล้วค่ะ   สัดส่วนครึ่งต่อครึ่งกับคนจีนแล้ว    จะเห็นอีกประตู  ชื่อ Duan men ประตูนี้เป็นประตูเข้าสู่พระราชวังและต้องซื้อตั๋วได้ที่ประตูนี้ค่ะ  

ด้านหน้าแขวนไว้ซึ่งรูปประธานเหมา  ส่วนประโยคแห่งชาติที่ติดทั้งสองข้าง   “สาธารณประชาชนจีน…หมื่นปี  – ประชาชนคนจีนทั่วโลกสามัคคีรวมกัน…หมื่นปี” (หมื่นปี ถ้าเป็นภ.ไทยจะใช้ยิ่งยืนนาน) (Zhongguo renmin gong heguo wansui , shijie renmin da tuanjie wansui)

                เมื่อเดินผ่านเข้าไปสิ่งที่ตื่นตามาก คือ พระราชวังใหญ่มาก……..  ที่เห็นหลังคาโค้งๆเรียงต่อๆกันไปด้านหลัง อย่างไม่สิ้นสุด   ส่วนสิ่งที่เสียใจคือพื้นที่และวังบางส่วน (หรือตึกทั้งตึก) ปิดซ่อมเพื่อเตรียมตัวรับ Olympic ในปี 2008 นี้ซึ่งจีนจะเป็นเจ้าภาพค่ะ   การเดินภายในวังควรศึกษาเส้นทาง   จุดสำคัญตึกและห้องเยอะมาก   มีทั้งห้องฮ่องเต้   ห้องไทเฮา   ห้องสนม  ขันที  เยอะไปหมดค่ะและไม่มีป้านชี้แนะนำเส้นทางเหมือนวังในยุโรปที่จัดเส้นทางเดินชมพร้อมคำอธิบายค่ะ    เสียดายที่คีย์ไม่ได้ศึกษาเส้นทางและห้องสำคัญภายในวังไปก่อน   เลยไม่ค่อยเข้าใจซักเท่าไหร่   เท่าที่รู้จะเป็นตำหนักกลาง   ตำหนักฮ่องเต้   ไทเฮา   และรูปสลักมังกรทางขึ้นตำหนักกลาง   สิ่งที่ชอบคือสถาปัตย์การสร้างแบบจีน  เช่น  การซ้อนชั้นของหลังคา   การวาง lay out รูปแบบประตู    สีสันที่ใช้  บางตำหนักที่ซ่อมแซมแล้วสีจะแจ่มมากโดยเฉพาะการใช้สีทองเป็นสีตัด (สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://thai.cri.cn/chinaabc/chapter22/chapter220112.htm )

ภายในมีบางส่วนที่ปิดซ่อม

มุมสวยๆของงานตกแต่งพระราชวัง

 

สีสันสดสวย  งานสถาปัตย์จีนโบราณ  สีโทนเดียวกับพวกวัดเลย

แต่ละตำหนักเรียงกันไป   ที่อยู่ไกลสุดคือ Jingshan   เป้นที่มีคนสำคัญไปผูกคอตาย (แต่จำไม่ได้แล้วว่าเป็นใคร)   อยู่นอกเขตวัง

ตึกนี้เล่นปิดทั้งตึกเลย  เป็นส่วนสำคัญด้วยง่ะ ><;;

มุมสงบที่เรียกหา  เจอแล้วค่ะ  ชอบสีๆ

ตำหนักสำหรับพักผ่อน

  สิงห์เฝ้าประตู

 ท่อระบายน้ำที่ใช้จริงในสมัยนั้น

              ประตูสุดท้ายทางออกวังคือ Shunzhen men   ส่วนประตูสุดท้ายออกจากเขตพระราชวังคือ Bei men (North gate) ซึ่งทำเป็นพิพิธภัณฑ์ของกู้กงด้วยค่ะ   ระหว่างสองประตูนี่เอง  คีย์ก้อเกิดอยากลองของ…อยากเข้าห้องน้ำขึ้นมา    ไปพิสูจน์กันเลยดีกว่าค่ะ   โอ๊ะๆๆ  หน้าห้องที่มีพลาสติกกันความหนาวและลมเริ่มมีกลิ่นตุ่ๆ   พอเข้าไปอะฮ้านี่แหละกลิ่นที่รอคอย   สภาพห้องถือว่าสวยแลดูสะอาดค่ะ   แต่กลิ่นนี่สุดทนค่ะ   จริงๆหากใครชมใจสามารถขึ้นไปชมพระราชวังจากที่สูงที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของถนนเป็นเขาเล็กๆและสวนสาธารณะชื่อ Jingshan gongyuan (景山公园) ได้ค่ะ    

                ออกจากเขตพระราชวังนี่อย่างเมื่อยล้า   ใช้เวลาทั้งหมด 4-5 ชั่วโมงเลยทีเดียว   ไปหาข้าวกินกันดีกว่า   แน่นอนขอชิมอาหารพื้นเมือง   แต่จะหาเจอได้ยังไงล่ะเนี่ย   เอาเป็นเดินไปเรื่อยๆ  เจอเมื่อไหร่ก้อเจอ   เลยเดินเลาะกำแพงวังเพื่อกลับไปด้านหน้าซึ่งมีร้านอาหารตั้งอยู่   ระหว่างทางวิวดีมากเลยค่ะ   สงบ  มีหมอกจางๆ   ช่วงแรกจะเรียบคลอง   ต่อมาเรียบกำแพง    กำแพงที่สูงใหญ่   มั่นคง  ยากที่จะพังทลาย   ให้ความรู้สึกว่าเป็นเมืองจีนอันแข็งแกร่งมากเลยค่ะ   คนที่จะมานั่งเดินเรียบกำแพงอย่างคีย์นี่… ไม่ใช่น้อยแต่ไม่มีเลยค่ะ   ระหว่างทางนอกจากวิวสวยแล้วยังได้เห็นวิถีชีวิตแบบพื้นบ้าน   ที่พักแบบเก่าที่ (คิดว่า) ทางรัฐบาลขีนต้องการเก็บรักษาไว้ให้เป็นแบบนี้   บ้านชั้นเดียวสร้างจากปูนติดกันเป็นชุมชนเล็ก   ถือว่าไม่เจริญค่ะ   ระหว่างนั้นก็เห็นรถเมล์รถเลื่อนที่ต่อเข้ากับสายไฟ (รึป่าว) ด้านบนเป็นพลังในการขับเคลื่อน   ซึ่งรถเมล์จะต่อกับสายด้านบนได้จะเฉพาะอยู่แค่ในเขตเมืองและสถานที่ท่องเที่ยวค่ะ   พอออกนอกเส้นทางก้อขับเคลื่อนด้วยน้ำมันเหมือนเดิม

                วนกลับมาถึงด้านหน้าข้ามถนนไปส่อง National museum อีกรอบเข้าไม่เข้าดี   สุดท้ายก้อไม่ได้เข้าค่ะ   ได้แค่ถ่ายรูปแท่นนับเวลาจนถึงวันที่จัดโอลิมปิกค่ะ   คนจีนเค้าถ่ายเป็นที่ระลึกกันคีย์ก้อเอาบ้าง   โอ้เอ้ อยู่นานนี่จะบ่ายสามแล้วยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย   ไม่ได้ล่ะ  เห็นร้านข้าวแกงจีนอยู่เลยข้างๆพุ่งเข้าไปลองก้อชี้นู่นนี่   งงๆกับระบบเหมือนกันเค้าก้ออธิบายมาเป็นภ.จีนเราก้อฟังไม่รู้เรื่อง   แต่สุดท้ายก็ได้อาหารมาตามรูปเลยค่ะ   แต่นี่เป็นแค่อาหารจีนทั่วๆไปส่วนไหนของจีนก็มีแค่เป็นการปรุงรสชาติแบบปักกิ่งค่ะ   ถ้าอยากกินจริงๆต้องหาร้านที่ไม่ได้อยู่ระแวกสถานที่ท่องเที่ยว  และต้องรู้เมนูค่ะ (เดี๋ยวจะบอกต่อไปนะค่ะ  ว่าอาหารปักกิ่งนอกจากเป็ดแล้วยังมีอะไรอีก)   ชิมและชิมสรุปว่าไม่อร่อยแถมแพงค่ะ ถ้าไปแถวนั้นแนะนำให้กิน KFC (肯德基,คนจีนเรียก KFC ว่า เค่นเต๋อจีค่ะ)ไม่ก็ ramen ดีกว่าค่ะถ้าหันหน้าเข้ากู้กงจะอยู่ทางซ้ายมือ  ข้างๆ  Zheng yang men

                อิ่มแล้วก้ไปเดินต่อที่ Dazhalan  อยู่ด้านล่างของ Qianmen ไกด์บุ๊คว่ามีของขายเยอะ  ทั้ง เครื่องแต่งกาย  ชา   ซึ่งถ้าเดินลงไปอีกจะเป็น Liulichang ถนนแห่งศิลปะสมัยโบราณ   มีขายภาพเขียน  พู่กัน  และการแสดงวาดภาพจีน      ที่ Dazhalan มีโรงหนังแห่งแรกของปักกิ่งอยู่ด้วยค่ะ   อ้อ  ระหว่างทางผ่านร้าน Quanjude ซึ่งเป็นร้าน recommend เป็ดปักกิ่งเลยค่ะ  ซึ่งคีย์วางแผนสำหรับที่นี่แล้วแต่เป็นในวันอื่นนะค่ะ  เพราะช่วงค่ำต้องไปเดินเล่นต่อที่ถ. Xidan (西单)ซึ่งเป็นแหล่งช้อปปิ้งวัยรุ่นค่ะ

Dazhalan str. เต็มไปด้วยร้านขายของ   มีร้านขายยาเก่าแก่ 同仁 ส่วนใหญ่ที่เดินเป็นคนจีน

เหล่าซือบอกว่าที่นี่เป็นโรงหนังเก่าต้นๆของปักกิ่ง 大视楼 ,Dazhalan str.

ร้านนี้สุด recommend ในไกด์บุ๊ค  สำหรับทั้งคนต่างชาติและคนจีน  ยกเว้นคนปักกิ่ง

            ที่ Xidan คนเยอะมากเลยขนาดว่าไปดึกแล้วนะ   มีห้างใหญ่อยู่   แต่หาแหล่งช้อปไม่เจอค่ะ (ค่อยไปเจอตอนเรียนที่นั่นแล้วอีกครึ่งปีต่อมา)   ก็เลยไปดูพวกชุดกีฬาเค้าทั้งการจัดร้านและ display ชอบ display นะ   มันมี theme ไม่เหมือนในไทย   ซึ่งแปลกเพราะเท่าที่เห็นชุด sport ในไทยไม่ค่อยจัด display เป็น theme  แต่ถ้าชุดแฟชั่นล่ะก้อแน่นอนค่ะ   เดินไปจนสุดก็ไม่ค่อยมีไรเลยกลับไปพักดีกว่า  เมื่อยขาจะหักเป็น 18 ท่อนแล้ว   แต่ทริปพรุ่งนี้สบายหน่อยไปใกล้แค่เทียนถานก่ะแหล่งช้อปปิ้ง

บรรยากาศถนน  Xidan ฝั่งตรงข้าม Pacific plaza

display สไตล์จีนๆของ Adidas อันนี้เป็น performance

Adidas original display on Xidan rd.

สภาพรถไฟใต้ดิน  ขบวนที่ขึ้นมานี้ถือว่าเป็นขบวนใหม่   เพราะบางขบวนเป็นของเก่า  โทนสีเหลืองชัดเจน   ตอนที่ไปมีรถไฟเพียงแค่สองสาย คือ วิ่งจาก ทิศ ออก – ตก  แล้ววิ่งเป็นสี่เหลี่ยมวงแหวนที่สองรอบใจกลาง(กู้กง)   ค่ารถถูกมาก 2 หยวนตลอดสายค่ะ

17/10/07

เทียนถาน (天坛)อยู่ทางทิศใต้   ซึ่งในปี 2007 นั้นยังไม่มีรถใต้ดินไปถึง   เราจึงต้องนั่งแท็กซี่ไปดีกว่าค่ะ   ไม่ไกลจากร.ร.ด้วย  ค่าแท็กซี่ประมาณ 10 หยวนค่ะ   พี่คนขับไปส่งเราที่ทางเข้าฝั่งสวนสาธารณะ (Tiantan gongyuan) เข้าไปบริเวณสวน   กว้างใหญ่มากเลย  ส่วนใหญ่เป็นคนแก่   ผมขาวมาออกกำลังกาย   เห้นกีฬาแปลกๆมากมาย   เช่น   การใช้เท้าเดาะลูกขนไก่ที่มีเหล็กถ่วงให้ฝั่งที่เป็นฐานหันลงพื้นตลอดตามแรงโน้มถ่วงเล่นเป็นกลุ่มหรือคู่ค่ะ   แต่เป็นกลุ่มจะสนุกกว่า   การใช้ไม้เหมือนไม้ปิงปองรับ-ส่งลูกขนไก่ (ลูกขนไก่คนละแบบกับที่เดาะ) แล้วที่เรียกว่ารับส่ง  ไม่ใช่เดาะ  เพราะว่ามันไม่มีเสียง  มันไม่ใช่การเดาะที่ฐานลูกขนไก่   ทุกท่วงท่าการรับจะเป็นเหมือนท่าร่ายรำด้วย  เนียนมากๆเลย   แล้วก็มีการออกกำลังกายกับรั้ว  ย่อขึ้นๆลงๆ  แปลกดีค่ะ  

 แผนที่เทียนถาน

คุณยายๆ เค้าออกกำลังกายโดยการห้อยโหนก่ะรั้วกันอ่ะ

                ที่นี่คีย์ขอให้ภาพเล่าเรื่องแล้วกันค่ะ   เนื่องจากจำรายระเอียดไม่ค่อยได้แล้ว (หากต้องการศึกษาประวัติและรายละเอียดอ่านได้ที่ http://thai.cri.cn/chinaabc/chapter22/chapter220113.htm เลยค่ะ)

ตำหนักแรก “ฉีเหนียนเตี้ยน” (祈年殿) หรือ “ตำหนักสักการะ”  สำหรับบวงสรวงฟ้า เพื่อขอให้พืชพันธ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์

 ด้านหน้า “ฉีเหนียนเตี้ยน”

ด้านข้างฉีเนียนเตี้ยน

ตรงนี้ไม่ได้เข้าไปค่ะ  แต่เป็นบริเวณใกล้ๆฉีเนียนเตี้ยน

ประตูทางเข้า-ออกบริเวณฉีเนียนเตี้ยน

ทางเดินสวรรค์สู่ตำหนักที่เหลือ

ตำหนักหวางฉงยู่ (皇穹宇)สำหรับบูชาสวรรค์   กำแพงที่สร้างรอบตำหนักเป็นกำแพงสะท้อนเสียง (Echo wall)

ภายในตำหนัก

ชอบสีและการตัดเส้นด้วยสีทองมาก

มุมมองหลังคาแต่ละตำหนักลดหลั่นกันไปจากแท่นบูชาสวรรค์หวนปิง (圜兵)

มีเตาเผาแบ่งฟ้าดินสวรรค์นรกด้วย

มุมร่วมรื่นของสวนเทียนถาน

               หลังจากเสร็จภาระกิจ   คีย์ออกประตูทางที่มีตลาด Hongqiao (红桥市场)ตลาดขายอิเลกโทรนิค  เจอร้านขายถังหูลุ่  ผลไม้เคลือบน้ำตาลที่จะมีขายกันตอนอากาศเย็นๆเท่านั้น  เลยซื้อมาลองชิมดู  ก็โอเคน่ะค่ะแต่ไอ้ลูกแดงๆไม่อร่อย  อย่าเลือกที่มีทั้งไม้นะค่ะ   เคล็ดลับการกินถังหูลุ่ที่อร่อย   เท่าที่เคยชิมมาทั้งหมด  คอนเฟิร์มว่าสตรอเบอร์รี่อร่อยที่สุดค่ะ  ซื้อได้ที่แถว Xidan    กลับมาที่ตลาด  เล่ากันตลกๆ(แต่เกิดขึ้นก่ะคีย์ค่ะ) ว่า  ไปหาซื้อผ้าพันคอฝากเพื่อน ตอนแรกแม่ค้าบอก 200 หยวน   คีย์ก้อต่อได้จนเหลือ 45 หยวนคิดว่าเก่งแล้วนะค่ะ  คนขายก้อชมใหญ่ว่าต่อเก่งมาก   ที่ไหนได้ตอนจะออกเห็นอีกร้านของเหมือนกันเด้ะติดป้าย15 หยวน!!! นี่ขนาดว่ายังไม่ได้ต่อเลยนะ … เศร้าค่ะ  แต่ก้อเป็นบทเรียนในการต่อสินค้าครั้งต่อไป  

ถังหูลุ่ มีขายแต่ตอนฤดูกาลเย็นๆ   ผลไม้เคลือบน้ำตาล  ควรลองให้รู้ค่ะ  ราคาไม่แพงขึ้นกับผลไม้ที่เลือกแต่ไม่เกิน 6 หยวน

 ตลาดหงเฉียว (红桥市场) ตลาดอิเล็กโทรนิคส์   ต่อราคามากๆๆๆๆเลยนะค่ะ  ราคาควรจะต่ำกว่าที่เมืองไทยซัก 1 ส่วน 3 

            ออกจากตลาดก้อหิวแล้ว   เลยหาไปกินบ้านๆดูดีกว่า   ไปติดใจร้านนึงเห็นเค้ากินเกี๊ยวกับก๋วยเตี๋ยวเลยลองบ้างชี้ไปเรื่อยเพราะสั่งเค้าไม่เป็น   ก๋วยเตี๋ยวแย่ขั้นเทพ   มีแต่เส้น  ก่ะเศษเนื้อ  จืดๆ   ที่นี่เค้าไม่ใช้ช้อนกินกันแฮะ   คีบเส้นและยกซดเท่านั้น   ส่วนเกี๊ยวก้อ… พอกินได้ค่ะ  แต่ไม่ประทับใจกับอาหารมื้อนี้เลย   

                นั่งรถเมล์ไปต่อตะลุยย่านช้อปปิ้งตลาดรัสเซีย กับ Silk street   สำหรับตลาดรัสเซียแค่นั่งรถผ่านไม่ได้เข้าไปเพราะดูภายนอกแล้วไม่ดึงดูดซักเท่าไหร่   เลยต่อไปที่ Silk street  (ถ้าถามคนจีนให้ถาม Xiushuijie , 秀水街 )Jianguomen subway station   ภายในตึกมีประมาณ 6 ชั้น   แต่ละชั้นแบ่งสินค้าเป็นหมวดหมู่   เช่น ชั้น 1-2 เป็นเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย  ชั้น 3-4 กระเป๋า (ก็อป)  และรองเท้า (ก้อก็อปอีกเช่นกัน)   ชั้น 5-6 เครื่องนอน   ชั้นบนสุดเป็นขายหยกและเครื่องประดับ (หยก ทับทิม) ค่ะ   หลักการการซื้อที่นี่ถ้าเป็นเสื้อผ้าหน้าร้อนและผ้าพันคอจะไม่เกิน 20 หยวน   ให้มากสุด 25 หยวน  รองเท้า 50-60 หยวน   กระเป๋าก็แล้วแต่ขนาดและคุณภาพค่ะ   อ้อ  ถ้าหิวลองออกมาชิมร้าน Tour le chus สิค่ะเป็นร้านเบเกอรี่แฟรนไชส์จากเกาหลี   คุณภาพดี  อร่อยค่ะ  ชอบขนมปังแถบยาวไส้ครีมค่ะ   ราคาไม่เกิน 10 หยวน   แต่ถ้าสั่งพวกน้ำแข็งใสแพงหน่อย 50-60 หยวนค่ะ

ตลาดรัสเซียน

Silk street (秀水街) แอบชอบเสื้อผ้าที่นี่เหมือนกันนะ

            หลังจากช้อปกันเต็มอิ่มแต่ท้องกลับหิว   เราเลยไปตามหาร้านอาหารตามไกด์บุ๊ค   อยู่ในร.ร.แถวนั้น   เค้าว่า มีพัฟห่อเบคอน ไข่    อร่อยค่ะ   ตั้งแต่มาเหยียบจีน  นี่เป็นครั้งแรกที่กินข้าวในร.ร.ค่ะ   เราสั่งแค่ง่ายๆ ชุดพัฟและเครื่องเคียงไม่กี่อย่างค่ะ   อาหารที่นี่ก็ยังไม่ใช่อาหารปักกิ่งอยู่ดีค่ะ   แค่เป็นการปรุง ทำแบบปักกิ่งเหมือนเดิม คือ เค็ม และ (โคตร)มัน

18/10/07

วันนี้เราจะไป Summer palace หรืออี้เหอหยวน (颐和园)ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของปักกิ่งอยู่ไกลค่ะนั่งรถเมล์เกินชั่วโมง  หลับแล้วหลับอีก   จากร.ร.ต้องเปลี่ยนรถ 1 ครั้งที่ท่ารถค่ะ   ซึ่งคราวนี้ความลำบากก็มาถึง   ขนาดว่าเราเตรียมทุกอย่างไปพร้อมชื่อท่ารถ  สายรถเมล์   แต่เอาเข้าจริงๆเกือบไม่รอดค่ะ  นั่งสายแรกไปไม่มีปัญหาเอาชื่อท่ารถให้คนเก็บตั๋วดู   พอถึงเค้าก้อเรียกให้ลง   แต่ตอนเปลี่ยนรถนี่สิ   มันต้องไปรอให้ถูกป้าบรถไม่งั้นเค้าไม่จอดซึ่งตรงนั้นเป็นสี่แยกพอดี  ตึบเลยค่ะ   เราต้องไปรอที่แยกไหน   ไปถามพนักงานในท่ารถ   ขอบอกว่าไม่ได้พูดเลย  ใช้ภ.ใบ้อย่างเดียว   พูดไปก้อไร้บอย  เนื่องจากเค้าพูดอังกฤษกันไม่ได้เลยค่ะ   ต่อค่ะพนักงานก้อพยายามช่วยชี้ทาง   เค้ามีน้ำใจกันนะค่ะ  ยิ่งเห็นเราเป็นคนต่างชาติ   แต่ถ้าไปถามคนบนถนนที่สวนไปมาแค่กำลังจะถามเค้าก้อโบกมือแล้วเดินผ่านไปเลย   เคสนี้ก้อเยอะค่ะ  เค้าถือว่าไม่มีความจำเป็นต้องพูด หรือช่วย   เพราะเสียเวลา (หรือเห็นแก่ตัวนั่นแหละค่ะ )   เราก็เดินไปมา  ข้ามถนนไปมาประมาณ 45 นาทีก่ะการแค่หาป้ายรถใกล้กัน   สุดท้ายเห็นฝรั่งยืนรออยู่ที่ป้าย   ฮั่นแน่  เราเจอแล้ว….ว  เข้าไปถาม  เค้าก้อไปอี้เหอหยวนจริงด้วยค่ะ   นั่งรถไปอีกนานเลยจากตรงนี้   มีคนบนรถไม่กี่คนเอง   คงไม่มีต่างชาติคนไหนมายอมลำบากแบบเราหรอก   ยกเว้นคู่ที่เราไปถาม   แต่ก้อสนุกดีค่ะ

                นั่งมาสุดสายเลยก็ถึงด้วยความง่วงๆ    ต่อไปขอเล่าด้วยภาพแล้วกันค่ะ (สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

http://www.manager.co.th/china/ViewNews.aspx?newsID=4668382393717 )        

จากทางเข้าจะมีส่วนจำลองเมืองเก่าที่มีคลองไหลผ่าน

จากทางเข้าเห็นตำหนักลดหลั่นกันไป

ตำหนักนี้ได้แรงบันดาลใจจากพุทธศาสนาทิเบต  สถาปัตยกรรมคล้ายกับถ้ำ Yungang shiku ที่เมือง Datong

 

จากตำหนักสูง  มองไปถึงทะเลสาปด้านหลัง

กว่าจะไปถึงที่สูงได้ต้องลอดถ้ำ (อย่าใส่ส้นสูงไปเชียวนะค่ะ)

ระเบียงที่ขึ้นชื่อเรียบทะเลสาป  ร่มรื่น  สวยงามพร้อมมองงานศิลป์คานข้างบน

ชอบสีสันอีกแล้ว น่ารักมากมายจริงๆค่ะ

นี่ไม่ใช่เรือธรรมดานะค่ะแต่เป็นเรือที่ซูสีไทเฮาสั่งสร้างด้วยหินอ่อนทั้งลำ  แสดงถึงความฟุ้งเฟ้อจนทำให้ประชาชนไม่พอใจ

สะพานโค้งและต้นหลิว

อาณเขตพระราชวังกว้างขวางมาก…………….ก ค่ะ   มีทั้งเดินขึ้นเขา   เข้าถ้ำ   แล้วบรรยากาศวังก้อดีมากๆเลยค่ะ   แอบคิดว่าเมื่อก่อนตอนซูสีไทเฮามาพักผ่อนที่วังนี้ต้องเดินเองรึป่าว   กว่าจะไปถึงจุดชมวิวแต่ละตำหนัก   เหมือนเดินไปอีกที่สถานที่นึงเลย   คีย์ชอบที่นี่ที่สุดเลย   ชอบกว่ากู้กงและเทียนถาน   เพราะมีอะไรให้มอง   ให้ค้นหามากกว่าค่ะ   มีทะเลสาปที่แสนกว้าง……..ง   กว้างจนไม่สามารถเดินรอบได้   มีตำหนักบนเขาเพื่อให้เห็นวิวในมุมสูง   มีระเบียงยาวข้างริมทะเลสาปที่แต่ละช่วงสี   ภาพและข้อความไม่ซ้ำกันเลยชวนมองไม่รู้จบ   บวกกับใต้ร่มไม้สูงใหญ่   สบายมากเลยค่ะ  ชอบๆๆๆ   จะเป็นที่แรกที่ต้องไปเหยียบถ้ามีโอกาสได้กลับไปอีกค่ะ

ทะเลสาปอันกว้างใหญ่และอี้เหอหยวน

                ออกมายังเขตทะเลสาปพลาดไม่ได้ที่จะต้องขึ้นสะพานโค้งสูง   เพื่อย้อนกลับมาดูวิวพระราชวังที่เราเพิ่งผ่านออกมากัน   สวยค่ะ   หมอกจางๆกับบรรยากาศจีนๆ  (ช่วงนี้เสียใจที่ไม่มีรูปเพราะแบ็ตกล้องหมดค่ะ)

                นั่งพักขาชมบรรยากาศริมทะเลสาปซักพักก็ต้องไปต่อกันแล้วค่ะ   จุดหมายต่อไปของเราคือเขาเซียงซาน (香山 มีความหมายว่าเขาหอมค่ะ)จากอี้เหอหยวนไปไม่ไกลก็ถึง   แต่กว่าเราจะรู้เรื่องว่าไปยังไงนี่สิค่ะ   เพราะในไกด์บุ๊คไม่ได้บอกไว้เราเลยต้องใช้ภาษามือกันอีกรอบ   แถวนั้นไม่มีแท็กซี่ค่ะเพราะออกมาไกลจากตัวเมืองแล้ว   มีแค่รถเมล์และสามล้อถีบ   คนกวาดขยะที่เราถามเค้าแนะนำให้นั่งสามล้อพร้อมบอกราคาไว้   ฮี่ๆ  กว่าจะรู้เรื่องกันเราต้องชี้ที่สามล้อเอาเงินขึ้นมาแล้วชี้ไปเซียงซาน  หยิบที่ละแบงค์เหมือนถาม  เค้าถึงบอกราคาเรา  ฮ่าๆ    หลังจากต่อราคาก่ะพี่สามล้อจนได้ราคาตามที่พี่กวาดขยะแนะนำก้อเหนื่อยเชียว   พอนั่งๆไป   รู้สึกผิด  มันไกลอ่ะ  ต่อเค้าซะถูกเลย  พอไปถึงงก็อยากให้เพิ่มแต่มันดันจะมาโกงเรา   ว่าที่ตกลงคือต่อคนไม่ใช่สองคน… ฮึ่ม  อย่ามาบ้านะ   พี่กวาดขยะบอกเรามาแล้วว่าคนละเท่าไหร่  งั้น ลาก่อนเพื่อน   เอาเงินให้แล้วเราก้อเดินไปเลย   เฮ้อ… คนจีน    

cable car หรือ กระเช้าขึ้นเซียงซาน

                กลับมาที่เซียงซาน   เค้าว่ากันว่าบนยอดเขาหากอากาศแจ่มใสเราสามารถเห็นตัวเมืองปักกิ่งได้ทั้งเมืองเลยค่ะ   ทั้งนี้ไม่ใช่แต่ดูบรรยากาศเท่านั้นเรายังสามารถชมทิวทัศน์ของขุนเขา  ตำหนัก  ศาลา  ต่างๆที่มีอยู่ตามการเดินขึ้นเขาได้ค่ะ   ซึ่งก็แล้วแต่การจัดเส้นทางของแต่ละคนไป   ที่นี่นอกจากเป็นเขาแล้วยังเป็นสวนสาธารณะด้วยค่ะ   ปลูกดอกไม้ข้างหน้าสีสันสดใสเชียว   บรรยากาศดี  คนเยอะค่ะ   คนจีนส่วนใหญ่ที่มาที่นี่ก็เพราะอยากมาเห็นใบไม้แดงกัน   ซึ่งมันจะงดงามไปทั้งเขาเลยไกด์บุ๊คเค้าว่างั้นนะ   ทางขึ้นคีย์เลือกที่จะขึ้น cable car (缆车)แล้วขาลงค่อยเดินชมวิวกันเห็น cable car แล้วแอบตกใจ   นี่มันขึ้นเขาได้โดยไม่ตกลงมาซะก่อนหรอเนี่ย   เป็นเหมือนที่นั่งตามสวนแล้วมีที่ล็อคบางๆ   ที่มีสายสลิง  น่ากลัวมาก……ก   ระหว่างนขึ้นไปแอบมองลงมาก็ไม่ค่อยน่ากลัวตกไปคงไม่ตาย   แต่ว่ามีแต่ใบไม้สีเขียวนี่สิ   ผิดฤดูรึป่าวเนี่ย   พอขึ้นไป  คนก็ยังเยอะมากอยู่ดี   ลมแรงและเย็นมาก   มองหาวิวเมืองปักกิ่ง   แต่ไม่เห็นอะไรเลยเพราะหมอกลงค่ะ   ซักพักเลยลงแล้วค่ะทางเดินลงก็ไม่สาหัสเป็นขั้นบันไดไม่ชันลงไปเรื่อยๆ   ระหว่างทางก็เห็นคนแก่   หรือชายอ้วนถอดเสื้อวิ่งออกกำลังกายสวนขึ้นมา   โอ๊ะ …  ช่างกล้า  อากาศเย็นขนาดนี้   เดินไปมา  ชักเมื่อย  เหงื่อชักออกวัด  ศาลาอะไรไม่ไปแล้วอะไรก็ได้แล้วลงไปถึงข้างล่างเร็วที่สุด   คนจีนเค้าถือว่าเบาะเพราะเค้ามักเดินกัน  แต่สำหรับเราๆคนไทยไม่ใช่แน่นอน   จากสามย่านไปสยามยังนั่งรถเลย    เมื่อลงมาถึงด้านล่างเหนื่อยมากขาจะลากเอา   ใช้เวลาทั้งสิ้น 45 นาที   แล้วก็เดินเล่นรอบๆสวน    มีมุมที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบทิเบตเหมือนกัน   คนจีนเค้าชอบมาเดินสวนมากเลย  แฮปปี้สุดๆ   ใกล้จะมืดแล้วกลับเมืองดีกว่าก็นั่งรถเมล์กลับอีกชั่วโมงกว่า   ขากลับก็ลำบากอีกแล้วคนเยอะ   เบียดเต็มรถไม่มีที่นั่งเลย   สงสารแม่มากกว่าแก่แล้ว…ว  ไม่มีใครลุกให้เลยค่ะ   พอรถเมล์จอดติดไฟแดง   อยู่ดีๆก้อดับไฟ  ดับเครื่อง  คีย์อย่างงงนี่เค้าประหยัดไฟช่วยชาติกันหรอ…    ดูอันตรายชอบกลแฮะ   วเย็นนี้กลับไปหลับเป็นตายเลยค่ะ   อยู่ในห้องไม่เปิดแอร์  หน้าต่าง  หรือฮีทเตอร์ใดๆทั้งสิ้น   แต่ไม่อึดอัดนะค่ะ   หลับสบายมากค่ะ

19/10/07

            วันนี้ก็เที่ยววันสุดท้ายแล้ว   และสุดท้ายที่ขาดไม่ได้ในปักกิ่งหรือในเมืองจีนเลย  นั่นคือกำแพงเมืองจีน (长城)   ซึ่งอยู่ห่างตัวเมืองปักกิ่งออกไปถึง 90 km.   ต้องนั่งรถเมล์ไปลงที่ท่ารถที่มี  bus no.12 เป็นเหมือนรถทัวร์ระยะยาว    ที่จะไปสิ้นสุดปลายทางที่ด่านปาต๋าหลิ่ง (八达岭) ด่านที่ใกล้ที่สุด   ยังมีอีก 2 ด่าน คือ ซือหมาไถ และ มู่เทียนหยู  ซึ่งยิ่งด่านที่ห่างออกไปความสมบูรณ์ของกำแพงยิ่งน้อยลง   เนื่องจากทางรัฐบาลจะบำรุงด่านที่ใกล้ที่สุดเพื่อการท่องเที่ยวบ่อยครั้ง   แต่ด่านไกลๆก็จะได้บรรยากาศสมัยโบราณมากขึ้น   นอกจากเรื่องความสมบูรณ์แล้ว   ยิ่งด่านไกลๆ  ความยากลำบากในการปีนก็จะเพิ่มพูลมากขึ้นไปตามลำดับ   คีย์เคยไปแค่ 2 ด่านค่ะ   ปาต๋าหลิ่ง กับ ซือหมาไถ    ก็รู้สึกไม่ได้ต่างกันมากเพียงแต่จำนวนนักท่องเที่ยวที่ต่างกันถึงครึ่งโลกค่ะ

                ตอนนั่ง bus no.12 ห่างออกจากตัวเมืองไปบรรยากาศดีมากค่ะ   เข้าเขตเขา   ซึ่งไม่ต้องกลัวว่าจะเมารถจากการโค้งไปมา  รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับการพัฒนาขนส่งคมนาคมซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการพัฒนาเศษรฐกิจมากค่ะ   เพราะฉะนั้นทางผ่านเขตเขาอย่างนี้เค้าใช้วิธีเจาะอุโมงค์ลอดเขาเลย   ร่นระยะทางและเวลาได้เยอะทีเดียว   นั่งไปหลับไปซักพัก   รถก็จอดข้างทาง   อ้าว เฮ้ะ   เกิดไรขึ้น   เค้าก็พูดกันว่าเกิดไรขึ้น   ฟังไม่รู้เรื่องง่ะ  เท่าที่ดูไม่มีคนต่างชาติขึ้นคันเดียวกันเลยค่ะ   ไม่มีที่ปรึกษาเลย   คนขับก็ให้ผู้โดยสารลงจากรถหมด   กลายเป็นรถจอดเฉยๆ  กับผู้โดยสารมายืนออข้างทางหลวงเขตขุนเขา   ดูไปดูมาเบรคไหม้ค่ะ   ซัก 30 นาทีต่อมา ก็มีรถสาย  12 คันถัดไปมา  เค้าก็จอดรับผู้โดยสารดวงซวยอย่างเราๆ  คันแรกรับไม่หมดเพราะเค้าไม่ต้องการให้ยืนเบียดกันมากระยะยาวยังอีกยาวไกลที่สำคัญคือเราก็แทรกคนจีนเข้าไปไม่ได้ค่ะ  เค้าพลังลมปราณแข็งขันกันมาก   ยอมแพ้ค่ะ   เราได้ขึ้นคันที่สองก็ยืนไปหลับไปซักพักก็ถึง   จากท่ารถต้องเดินไปอีกหน่อยถึงจะถึงทางเข้า   พอขึ้นไปที่กำแพงแล้วจะมีทางแยก 2 ทาง   ดูแล้วไม่ต่างกันมาก   ไปมา 2 ครั้งเลือกไปแต่ทางซ้าย   ไม่เคยไปทางขวาซักที   แรกๆก้อเดินชิวๆ   ผ่านไปซักสองด่านชักลิ้นห้อย   มีทางชันแบบ 60 องศาก็มี   แอบเห็นครอบครัวจีนพ่อ แม่ ลูกเล็กเด็กแดง  เดินนำหน้าลิ่วๆไปอย่างชิวๆแล้วไปโพสท่าถ่ายรูปข้างบน   คีย์นี่ยังเดินเกาะราวไต่ขึ้นอยู่เลย   เห็นมะพลังลมปราณเค้าแข็งแรงกันจริงๆ   ออกกำลังกายไปซักสามด่านก็หันหลังกลับดีกว่า    ชมวิวทั่วๆ   ดีค่ะ  ใบไม้เริ่มแดงเป็นหย่อมๆแล้ว   อีกซักอาทิดกว่าน่าจะแดงหมด  น่าเสียดาย  แต่อย่างน้อยก็ได้เห็นใบไม้แดงและ^^ 

กำแพงยาวไปสุดลูกหูลูกตา

ความชันที่คีย์ต้องยอมแพ้เด็กๆเลย

ในที่สุดก็ได้เห็นใบไม้สีแดง  เค้าว่าหลังจากวันที่คีย์ไปประมาณสองอาทิตย์   ใบไม้เปลี่ยนเป็นสีแดงหมดเลย…อยากเห็นจัง

                ขากลับนั่งรถสายเดิม   ไปลงที่ใกล้กับหูถง (胡同)มากสุดแล้วนั่งแท็กซี่ต่อ    ตอนนั้นไม่เข้าใจหรอกค่ะว่ามันคืออะไร   รู้แต่ว่ามันเป็นบ้านสมัยโบราณที่ทางจีนเค้าเก็บอนุรักษ์ไว้    พี่คนขับก็ถามจะไปลงที่ไหน (เป็นภ.จีนนะค่ะ   คีย์พากย์ไทยให้ ก็เดาๆอ่ะค่ะ ฮ่าๆ)   ก็บอกหูถง  เค้าก้อบอกว่านี่ก็คือหูถง  เราก้องงเอ๊ะมันก้อบ้านธรรมดา  ไหนล่ะที่ท่องเที่ยว   หลอกเราอีกแล้วหรอ   สุดท้ายก็ไม่รู้เรื่องกัน   เลยลงจากรถแล้วไปถามชาวบ้านดีกว่าอย่างน้อยก็ไม่ต้องเสียตังค์   ชาวบ้านก็บอกว่านี่คือหูถงทั้งบริเวณนี้ใช่หมด    ค่ะ   คีย์ขอเฉลย   หูถง คือ   อาณาบริเวณที่เป็นบ้านสร้างสมัยโบราณ   บางหลังเปิดให้ชม   บางหลังก็ไม่เปิด   การสร้างบ้านโบราณของจีน เรียก ซื่อเหอย้วน (四合院)ลักษณะคือตึกสี่ทิศ   ถ้าเค้าจากประตูจะมองเห็นตึกหน้า  ตึกซ้าย  และตึกขวา   ผู้ที่อยู่แต่ละตึกจะเรียงตามลำดับความสำคัญในบ้าน   แน่นอนผู้นำครอบครัวจะอยู่ตึกกลางค่ะ   ส่วนซ้าย  ขวาก็จะไปลูกชาย ลูกสาว   ตึกคนใช้จะห่างออกไปอยู่อีกตึกด้านหลัง    หูถ้งในปักกิ่งมีอยู่หลายที่จะเข้ากับทางไหนก็ได้  

ที่นี่จะเป็นหูถงแถวถนน Guloudajie (鼓楼大街)

                เราเลือกเข้าไปชม—– (จำชื่อไม่ได้ค่ะ  เป็นอุปรากรค่ะ)   ซึ่งจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์   เป็นการสร้างแบบซื่อเหอย้วน  เช่นกันค่ะ    เสร็จแล้วก็เดินชมรอบหูถง   คีย์ชอบไปเดินชมหูถงด้านโฮ้วไห่ (后海) ที่สุดแล้ว   แถวนี้บรรยากาศดีมากค่ะ  เป็นทะเลสาปและบ้านเก่าๆ   ตอนนี้ปรับปรุงให้เป็นเขตที่คนต่างชาติไปกินข้าว  เดินเล่นกัน   เนื่องจากร้านอาหารนานาชาติหลายล้อมทะเลสาปนั้นราคาค่อนข้างแพง    แต่การจัดและตกแต่งร้านเค้าควบคุมไม่ให้หลุดธีมเลยค่ะ   แหมกระทั่ง Starbucks ก็เช่นเดียวกัน   เคยเห็นไหมค่ะ Starbucks ที่ภายนอกเป็นอิฐสีเทาสไตล์จีนแต่ภายในเป็นบรรยากาศตะวันตกที่เราคุ้นเคยกัน   สวยค่ะ   แนะนำนะค่ะ    คีย์ไม่ได้แนะนำสำหรับคนต่างชาติเท่านั้น   แต่คิดว่าโฮ้วไห่ มันสวยจริงๆค่ะ  

การแสดงท่าทางมือสื่อความหมายต่างๆ

เครื่องออกกำลังกายที่มีอยู่ทั่วไปตามท้องถนน   คนทุกวัยมาเล่นกันทั้งนั้นค่ะ

                มื้อเย็นเราจะไปลอง QuanJiDe (全聚德)ที่ได้กล่าวถึงตั้งแต่ช่วงแรกไปนะค่ะ   เราไปกันที่ He ping men (和平门)ออกจาก He ping men subway ซึ่งดูแล้วใหญ่ที่สุดแล้ว   เป็นตึกภัตตราคารสูง 7 ชั้น   เราไปถึงกันตั้งแต่ 18.00 น.  มีไม่กี่โต๊ะเอง   คีย์ก็เอ้… มีตั้ง 7 ชั้น   มันไม่ขาดทุนแย่หรือ    คีย์เริ่มด้วยการสั่งแน่นอนเป็ดปักกิ่ง (北京烤鸭)กับผักสดแค่นั้นค่ะ   ตอนเสิร์ฟ   เค้ามาแล่หนัง+เนื้อเป็ดตรงหน้าแล้วเสิร์ฟร้อนๆเลยค่ะ   ผิดจากที่เมืองไทยที่แล่แต่หนังเป็ด   เป็ดปักกิ่งหนัง+เนื้อคือ original   รสชาตินั้นที่เมืองไทยอร่อยกว่าแน่นอนค่ะ   แต่ผักเค้าสดและหวานกว่าเรามาก   ปกติคีย์ไม่กินมะเขือเทศ   แต่มะเขือเทศที่จีนนั่นหวานอร่อยมาก…..ก   ขอให้คนที่ไม่ชอบลองกินดูแล้วจะติดใจค่ะ   มื้อนี้ประมาณ 800 บาทไทย   ถือว่าไม่แพงค่ะ  แถมมีใบประกาศนียบัตรด้วยว่าเรากินเป็ดร้านนี้เป็นตัวที่เท่าไหร่ตั้งแต่เค้าเปิดร้าน ค.ศ. 1864  ไอเดียเก๋มากค่ะ  limited สุดๆ   จบวันนี้ถือว่า trip นี้  mission complete แล้วค่ะ  

QuanJiDe (全聚德) สาขา HePingMen ใหญ่มาก…ก

original Beijing kaoya

QuanJuDe certificate  เรากินไปเป็ดปักกิ่งไปเป็นตัวที่ 115,294,579 !!!

20/10/07

            เช้าวันนี้เราขอชิมๆอาหารแบบคนพื้นถิ่นกินกัน   ออกไปด้านข้างร.ร.   สั่งโจ๊กข้าวโพด  เป็นเม็ดแป้งกลมเล็กๆสีเหลืองเท่านั้นไม่มีเนื้อ  ไม่มีผักค่ะ!   และซาลาเปาไส้หมูผักกะหล่ำกินกัน   อืม….  มีแต่แป้งก่ะแป้ง   ไม่ชินอย่างแรงกินโจ๊กก่ะซาลาเปา   อ้อ มีช้อยส์ค่ะ   จะกินปาท่องโก๋ (โหยวเถียว)  แทนซาลาเปาก็ได้ (อันนี้รับไม่ได้กว่าเดิมโจ๊กที่ไม่มีอะไรนอกจากเม็ดแป้งก่ะปาท่องโก๋)

                ออกจากร.ร.ไปตอนสายๆเพื่อขึ้นเครื่องบ่ายโมง   รอต่อคิว check in กว่าชั่วโมงคนเยอะจริงๆ   ต้องเผื่อเวลาให้เยอะหน่อยนะค่ะ    แต่ต่อไปสนามบินเค้าจะขยายออกไปอีกหลายเฟสเลย  เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว   ทริปนี้ถือว่าสนุก   เหนื่อยและลำบากมาก (ในการสื่อสาร)   แต่ก็ถือว่าเป็นทริปที่สร้างอนาคตแก่คีย์ต่อไป   ซึ่งต้องมาใช้ชีวิตที่นี่ในฐานะนักเรียนภาษา 1 ปีค่ะ

ส่งท้ายด้วยตึกใหญ่ๆ  นี่เป็นร.ร.ห้าดาว ร.ร.ปักกิ่งค่ะ (北京饭店)

ดีไซน์ล้ำๆ ก่อนลาปักกิ่ง

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s