Korea : part 1 : Seoul-Gangwon-do

           ทีแรกว่าจะเขียนทริปย้อนหลังตอนไป สวิส-อิตาลี ช่วงเดือน 3/2010 ซะหน่อย   แต่มีภารกิจทริป แทรก   และเป็นเหมือน trendy trip ของคนไทยเสียเหลือเกินกับการไป “เกาหลี”   จริงๆสำหรับคีย์แล้วเกาหลีเป็นประเทศที่ไม่น่าตื่นตาซักเท่าไหร่   เหตุผลหลักในการไปคือการไปพบเจอเพื่อนเก่าสมัยเรียนที่จีน  และไปกิน+เมาค่ะ   ฮ่าๆ เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีห้ามอ่าน 

           ภารกิจ 4 ข้อที่คุยกับเพื่อนเกาหลีไว้ว่าอยากทำคือ

               1. ต้องไปถ่ายรูปกับ pumpkim ที่ Everland ให้ได้!!! พอดีช่วงที่ไปเป็นช่วงก่อน  Haloween    ที่ Everland เลยมีการตกแต่งรับ Haloween แต่สำหรับเด็กนะค่ะ  ไม่ได้น่ากลัวแต่น่ารักค่ะ

               2. Karaoke   ตั้งแต่ตอนอยู่ที่จีนแล้วไปร้องกับพวกเกาหลี   ญี่ปุ่นทำไมมันร้องกันมันส์มาก   เห็นว่าห้องคาราโอเกะของเค้ามีเครื่องดนตรีง่ายๆให้เล่นประกอบจังหวะด้วย   เลยขอไปชมหน่อยค่ะ

               3. Sauna อันนี้เห็นในพวก series ที่เค้าเอาผ้าขนหนูมาห่อผมแล้วม้วนเป็นก้อนสองข้าง เหมือนแพะที่เขาโค้งๆ   อยากทำบ้าง….

               4. กินข้าวใน tent อันนี้ก้อเห็นใน  series เหมือนกัน   แต่อยากไป perceive เฉยๆค่ะ

            แล้วมาดูกันว่าสำเร็จไปกี่ภารกิจ              

           ทริปนี้เดินทางคนเดียวใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้น 8 วัน ไม่นับตอนอยู่บนเครื่องบินนะค่ะ   คีย์มีเพื่อนอยู่ที่ Seoul , Pusan , Taebaek แต่ดูจากเวลาและที่อยากไปแล้วไม่สามารถไปได้หมดค่ะ   ขอเลือกโซนใกล้ๆกัน   เขตเมืองที่ทันสมัยในโซล   และเขตธรรมชาติที่เป็นที่พักผ่อนของคนเกาหลี … Kangwon-do (Taebaek ที่เพื่อนคีย์อยู่เป็นจังหวัดใน Kangwon-do ค่ะ)   ผังการเที่ยวคร่าวเป็นดังนี้  

Seoul (4 days) – Taebaek (1 day) – Samcheok/Sokcho (2 days) – YangYang (1 day)   

 มีรายชื่อสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้ไปมา

Seoul             - Gyeongbokgung ( พระราชวังของ king สมัยก่อน)

                      -  Insa-dong (เป็นถนนที่ซื้อของฝากและเดินดูของทั้งเก่าและใหม่)

                      -  Yeoiunaru (เกาะที่ขึ้นเรือล่องแม่น้ำฮัน)

                      -  Hanokmarum (โซนหมู่บ้านเกาหลีแบบเก่าที่รัฐบาลยกมารวมกันจัดเป็นพื้นที่ให้ชม)

                      -  Shopping (Myongdong , Dongdaemun , Idae)

Yongin          -  Everland

Taebaek       -   Casino

Samcheok    -  Railbike (เรียบหาดริมทะเล)

Sokcho         - Seoraksan

YangYang        – Naksansa temple

22/10/2010

            ออกเดินทางมาตั้งแต่มื่อวานตอน 19.35 น.โดยสายการบินเวียดนาม   transit ที่ Hochimin 2.30 ชั่วโมง      บริการไม่ดี   อาหารแย่    uniform นี่  กี่เพ้าแดงผ่าขึ้นมาถึงช่วงเอว (ใส่กางเกงขายาวนะ)  ยกแขนทีถลกเกือบถึงหน้าอกให้หนุ่มๆใจหายกัน   แอบคิดสงสัยไม่นานคงต้องเปลี่ยนเครื่องแบบแน่ๆ 

                ถึงโซลประมาณ 7.00 น.   ตอนที่ต้องผ่านด่านตม.แอบลุ้นเหมือนทุกคน    ยิ่งคีย์หญิงไทยเดินทางคนเดียว   พักบ้านเพื่อนยิ่งน่ากลัวว่าจะถามมาก   มีถามว่าคีย์เขียนที่อยู่เพื่อนเป็นตัวเกาหลี   เค้าก้อเลยคุยกับคีย์เป็นภาษาเกาหลี   คีย์อ่านออกเขียนได้แต่พูดไม่ได้ง่ะ   เค้าเลยถามเราว่าเขียนเองหรอ   เราก้ออือ   เริ่มเสียว   แต่สุดท้ายก้อไม่ได้ว่าไร  ผ่านอย่างง่ายดาย (จริงๆต้องขอขอบคุณ Shengen visa x 2 )   พอรับกระเป๋าเสร็จก็เริ่มหาที่แลกเงิน   โดยคีย์แลกเป็นเงิน US จากไทยไปก่อน   ค่อยไปแลกเป็น won ที่นั่นเพื่อนบอกคุ้มกว่าค่ะ   ก้อแลกแค่บางส่วนเพราะที่สนามบินแพงค่ะ (เมียงดงแลกถูกสุดค่ะ)   หลังจากนั้นก้อไปรับมือถือเช่าที่ติดต่อไว้ที่  gate 6-8   จากประสบการณ์ตอนไปอิตาลีใช้ roaming หมดไปหมื่นกว่า   คราวนี้เลยขอใช้โทรศัพท์พื้นที่แทนค่ะ   ยิ่งต้องติดต่อเยอะด้วยน่าจะคุ้มกว่า   ค่าเช่าวันละ 2,000 วอน (ไม่รวมค่าโทร)   ควรจองผ่านเวบไปก่อนนะค่ะ   อ้อ หลังการใช้ส่ง message จะถูกกว่าโทรเยอะเลยค่ะ  มี 2 บริษัท   คือ KT , SK telecom   ถามเพื่อนแล้วเค้าว่าคุณภาพไม่ได้ต่างกันอันไหนก้อได้   คีย์เลยเลือก KT เพราะมือถือรุ่นใหม่กว่า   มี Iphone ด้วย และแถม T-money  ที่เติมเงินแล้วใช้แทนตั๋วรถต่างๆได้   แต่ถ้าจะใช้ Iphone ก้อไม่มี T-money ให้ค่ะ   หลังจากได้มือถือแล้วก้อไปหยิบ  Seoul map ,Korea map , guide book ที่ travel information ก่อน   ออกมาจากตม.   จะอยู่ทางซ้ายสุดแถว gate 2 ค่ะ

                แผนวันนี้คือไปวังต่างๆ    โดยต้องไปหาที่ฝากกระเป๋าก่อน   วันนี้เพื่อนมารับไม่ได้เพราะต้องทำงาน   เลยให้เรานั่ง airport bus ไปลงที่ city hall   ต้องไปซื้อตั๋วที่ ticket center ก่อนราคา 10,000 won  รอรถไม่นานค่ะ   และนั่งเข้าเมืองนานมาก…ก   ประมาณ 1 ชั่วโมง   พอถึงจุดหมายคนขับก็เรียก   แล้วก้อลงมาหน้า Deoksugung (gung = palace)    เพื่อนบอกให้ลงไปดูที่ subway ว่ากระเป๋าเราสามารถใส่ที่ฝากได้ไหม   ลงไปก็เจอที่ฝากแต่ทำไม่เป็น   บังเอิญ guard เดินผ่านมาเลยให้ช่วย   และแล้วปัญหาการสื่อสารก้อเริ่มต้น   พูดไม่เข้าใจก้อเลยต้องใช้ภาษามือ   เค้าก็พยายามช่วย  แต่ขนาดกระเป๋าเราใหญ่เกิน ( medium size 26”) เค้า Q :เราพักที่ไหน   A : บ้านเพื่อน    Q : ให้เพื่อนมารับไปบ้านสิ    A : เพื่อนทำงานอยู่เลยต้องฝากของก่อนแล้วเราไปเที่ยวต่อ  งั้นมีที่ไหนที่มี bigger size ไหม???    Q : ….-_-;;;  (ไม่รู้จะตอบยังไง  ยากเกิน) … Go home (ขำใหญ่)       ไอ้บ้าตอบแบบนี้     สุดท้ายเพื่อนเลยให้ไปฝากของที่ office เพื่อนของเพื่อนแถวนั้น

                จาก office เพื่อนของเพื่อน สามารถเดินไป Gyeongbokgung ได้ใน 15 นาที  เลยค่อยๆเดิน   ตึกสูงใหญ่ทันสมัยมากมาย   แต่ภาพตรงหน้ากลับเป็นประตูโบราณ Gwanghamun ของ Gyeongbokgung   โดยมีฉากหลังเป็นเขา   อืม  บรรยากาศมันช่างตัดกันเสียเหลือเกิน  

 

                      ลานกว้างด้านหน้า Gwangdaemun (ประตูใหญเข้า Kyeongbokgung)

Se-Jong the great เป็นกษัตริย์องค์ที่ 4 ของราชวงค์โชซอน   และเป็นผู้คิดค้นอักษรฮันกึล 

                                                                   Gwangdaemun

                พอผ่านประตูเข้าไป   โอ้  คนเยอะมากกกกกกกกกกก   เด็กก้อเยอะ   เกือบจะไม่ดูซะแล้ว   แต่ถ้าไม่ดูก้อไม่รู้ไปไหน  เพราะช่วงเที่ยงๆบ่ายๆนัดเพื่อนอีกคนไว้แถวนี้   ดูก้อดู   วังก้อดูแห้งแล้วมากเลย   นี่ขนาดว่าเป็นวังที่ใหญ่และดังสุดแล้วนะ  คีย์เลยเน้นชมวิว  ธรรมชาติมากกว่า   วังอื่นๆที่วางแผนว่าจะไป   เช่น   Changdeokgung วังนี้ขึ้นเป็นมรดกโลกด้วย , ศาล Jongmyo ลาก่อน…   ที่คีย์ไม่ประทับใจอาจเป็นเพราะวัด+วังที่จีนสวยและอัลงกว่ามากๆ   พูดถึงรูปแบบการสร้างก้อไม่ต่างกัน   แต่ขนาดและการตกแต่งแล้วที่จีนกินขาดค่ะ   มีเข้าไปชม The national folk museum ที่รวมดูในค่าตั๋วแล้ว   ก็งั้นๆมากเลย   ปกติคีย์เป็นคนชอบเข้า museum นะค่ะ   แต่นี่มันไม่มีไรเลยจริงๆ   เลยหามุมสงบงีบเลย  บนเครื่องได้หลับแค่ชั่วโมงเดียวเอง   ลืมตามาก้อเห้นคนที่เข้าชมมองใหญ่   ฮ่าๆ  ไม่สนใส่แว่นดำหลับต่อ  

                                                                  ตำหนักแรกสุด

                                                             บรรยากาศภายในเขตวัง

                                                   ชอบคานด้านบนที่มีลายดอกไม้เล็กๆ

                                                               ศาลาพักใจกลางน้ำ

                                                     ตำหนักนี้วิวสวยสุดในเขตวังแล้ว

                                                                            อีกมุม

                                                เด็กๆใส่ชุดประจำชาติมาชมวัง… น่ารักดี

                อีกสักพักเพื่อนก็มาถึงพาไปกินข้าวตอนบ่าย 2 หิวมากค่ะ   ร้านที่เพื่อนพาไป   เป็นแนว traditional คือเป็นเหมือนกินในบ้าน   นั่งกับพื้นแล้วเค้ายกมาเสิร์ฟ   แบบเครื่องเคียงเต็มไปหมดกว่า 20 ชนิด   มีแกงให้ 2 อย่าง   เป็นเหมือนอาหารที่กินประจำบ้านทั้งหมดที่มี   เพิ่งเคยได้กินแบบนี้   ปกติที่เคยกินก้อเหมือนที่เรากินกันทั่วไป Bibimbub , Kimchi jigae , Chubchae ,…   ประทับใจค่ะ   แล้วก้ออร่อยมากด้วย   

                                                สภาพภายในร้าน  เหมือนนั่งกินในบ้าน

                                                                 กับๆๆๆๆ  อร่อยๆๆๆๆ

                                                           Da Home ไกด์วันนี้ของคีย์ 

                   ทานเสร็จแล้วเราไปเดินกันต่อที่ย่าน Insa-dong อันนี้นอกแพลนแต่มันอยู่แถวๆนั้นเลยไปกัน   ก็เป็นย่านที่มีสีสันดีเหมือนกัน   คนเยอะแยะขายของกันตรึมของโบราณภาพเขียน พู่กัน  เสื้อผ้า  หมวก  เต็มไปหมดแล้วก็มีห้างที่ค่อนข้างป็อป   วัยรุ่นเกาหลีชอบมาเดินกัน  มี 4 ชั้น เป็นทาง slope ขึ้นไปเรื่อยๆไม่ต้องขึ้นบันได้เลยค่ะ   ก็มีร้านเล็กมาเช่าเปิดขายของกัน  ส่วนใหญ่เป็นเครื่องประดับ   พอออกมาอีกทีเห็นร้านขายขนมร้านนึงเค้าถ่ายรายการไรอยู่ไม่รู้   คนต่างชาติตรึมเลยไปยืนมุงบ้าง   เป็นขาวๆเหมือนขนมสายไหมห่อไส้หวานมีให้เลือกทั้ง Almond , peanut ,…  เพื่อนซื้อมาให้ชิม  อร่อยดีค่ะ  เหนียวนุ่ม  แล้วไปช็อปต่อกันที่ Etude , Skin food สนุกสนานกันใหญ่   คนเกาหลีนี่ชอบ mask หน้ากันจริงๆ   พนักงานขายเครื่องสำอางค์ใน Insa-dong ส่วนใหญ่เป็นคนจีนที่พูด Eng , Korean , Chinese , Japanese ได้  เก่งจริงๆ  บางคนพูดไทยได้นิดหน่อยด้วย

                          ห้างสุดฮิตภายใน Insadong   ได้แค่เดินเล่นเฉยๆ  ของธรรมดาค่ะ

                     พอเริ่มเย็นต้องแยกกับเพื่อนเพื่อไปหาเพื่อนอีกคนซึ่งจะพาไปกินมื้อเย็นต่ออีก   นัดเจอกันที่ Yeoiunaru ซึ่งเป็นเกาะเศรษฐกิจเลยก้อว่าได้ตึกพวกตลาดหลักทรัพย์สูงใหญ่     และเป็นท่าเรือสำหรับลงเรือล่องแม่น้ำฮัน    เค้าจองให้ 21.30 น.    เป็นเรือ 2 ชั้น   ชั้นบนชมวิว   ชั้นล่างมีดนตรีและการแสดงค่ะ   วิวระหว่างทางก็เฉยๆมากเลย   ไม่มีอะไร  มีแค่เห็นว่ารัฐบาลพยายามใช้พื้นที่ว่างจัดสรรให้เป็นพื้นที่ส่วมรวมที่เป้นประโยชน์ค่ะ   เช่น   ที่โล่งให้ทางด่วนก็ทำให้สวยงามสว่างสำหรับคนที่ต้องการมาออกกำลังกายหรือขี่จักรยานเป็นถนนสายยาวได้ทางด่วนเลย   รถยนต์เข้าไม่ได้นะค่ะ   ล่องไปกลับใช้เวลาประมาณ 1.30 ชั่วโมง   ล่องเสร็จ เพื่อนขับรถพาไปส่งที่บ้านเพื่อนคนที่คีย์ไปนอนด้วย   ขอเรียกเพื่อนที่พักบ้านเค้าในโซลว่า onny (ใช้สำหรับเรียกพี่สาวค่ะ) แล้วกันนะค่ะ   ไม่งั้นเดี๋ยวสับสนกับเพื่อนคนอื่น   บนรถเค้าทุกคันในโซลมี Navigator กันหมด   Hi-tech และสะดวกมากเลยค่ะ   ระยะทางจากที่นี่ไป 10 km.   แต่รถติดยาว……….ว   นี่ขนาดห้าทุ่มกว่าแล้วนะ   เซ็งมาก…ก  นั่ง subway ไปยังเร็วกว่าอีกค่ะ   ขอสรุปให้กว่าที่โซล traffic jam มากกว่า Bkk แน่นอนค่ะ   เห็นเพื่อนว่ามันเป็นทางออกเมือง   ซึ่งตอน weekend คนในโซลมักออกนอกเมืองไปพักผ่อนกัน

                                                                      ทางเข้าท่าเรือ

                    เมื่อพาถึงบ้านเพื่อนต้องทักทายพ่อ-แม่เค้าด้วยภ.เกาหลีเท่าหางอึ่งที่เตรียมมา   ส่วนเกินจากที่เตรียมมาต้องให้เพื่อน translate ให้หมดเลยค่ะ   เกรงใจเค้าเหมือนกัน   ภายในห้องพักนอกจากห้องโถงที่มีบริเวณครัวเล็กๆแล้ว   ยังเป็นพื้นที่สำหรับทานข้าวกันด้วย   ห้องเก็บของที่มีตู้แช่เหล่าคิมชี่ (มีแค่คิมชี่หลากหลายประเภท) ห้องน้ำ 1 ห้อง   มีห้องนอน 2 ห้อง คือ  ห้องพ่อ-แม่ที่ปู่เบาะนอนกันที่พื้น   ให้บรรยากาศแบบในหนังเลย   ตู้เสื้อผ้าไม้ออกลายจีนหน่อยๆ   ส่วนห้องเพื่อนนั้นมีเตียง   ซึ่งคีย์ก็นอนกับเค้า   เค้าเปิดฮีทเตอร์ที่เป็นเบาะรองนอนให้อุ่นๆ   ก่อนนอนก็นอนคุยกับ onny เรื่อยเปื่อยจนตีสอง  เลยตกลงกันไม่ได้แล้วนะ  พรุ่งนี้เรานัดกับเพื่อนอีกคนจะไป Everland กันแต่เช้า   ออก 9 โมงห้ามเม้าท์ต่อไม่งั้นตื่นไม่ได้แน่ๆ

                   ตอนดึกตื่นมาหลายรอบ   ร้อนมาก……ก   ยังก่ะนอนในนรก    ก็เบาะรองนอนนี่แหละ   เราไม่ชินกันจริงๆ   ปกติเราชอบที่นอนเย็นๆหน่อย   สุดท้ายเลยเอาผ้าห่มปูรองอีกที…



23/10/10

                 รุ่งเช้าเราตื่นมาเห็นบรรยากาศมัวๆ แต่ดูเวลา 10.35!!! แล้ว อ้าวเลทมากแล้วนิ่ Everland ยิ่งอยู่ไกลอยู๋แล้วจะเล่นไรได้มั้งไหมนี่… รีบปลุกโอนนี่ โอนนี่ก้อตื่นแบบชิลล์ โทรไปเลื่อนเพื่อน แม่เค้าก้อเตรียมอุ่นแกงให้ ฮี่ๆอาหารบ้านมื้อแรกในบ้านคนเกาหลี เค้าก็เอาเหมือนเครื่องเคียงจานเล็กวางเต็มโต๊ะเตี้ย แยกข้าวที่หุงกับถั่วดำและแกงตามจำนวนคนกินวางบนโต๊ะทั้งหมดแล้วค่อยยกมาวางไว้หน้าทีวี นั่งกินบนพื้นก็ได้ฟีลดี ชอบกินข้าวกับพวกเครื่องเคียงโดยเฉพาะที่เอารากบัวหรือมันฝรั่งมาใส่ซอสสีดำๆออกเค็มหน่อย กินกับข้าวแล้วสุดยอด ก้อค่อยนั่งบรรจงกินกันปาย… กว่าจะออกได้ก็เที่ยง

                 วิธีการไปจากบ้านโอนนี่ (Oryu-dong) subway to Suwon , take a Everland express bus นั่งใต้ดินข้ามเมืองไปถึงซูวอนเลย ไกลมากเป็นชั่วโมง นี่ขนาดว่าบ้านโอนนี่ถือว่าเป็นสถานีที่ใกล้สถานีปลายทางแล้วนะเนี่ย พอถึงซูวอนก้อออกมาเดินไปเรื่อยจนเจอป้อมขายตั๋ว เราซื้อแบบไป-กลับ โดยระบุเวลากลับไว้ สองทุ่ม ก็นั่งรถมาอีกชั่วโมงกว่า เป็นทางขึ้นลงเขา คดเคี้ยวไปมา ระหว่างทางแยกใกล้จะถึงเจอรถติด ติดอยู่บนเขา เซ็งมากมาย เป็นเพราะเวลาเสาร์อาทิตย์คนเกาหลีมักพาครอบครัวออกนอกเมืองไปพักผ่อนกัน

                 สุดท้ายก็จอด แต่ยังไม่ถึงต้องต่อฟรีบัสของสวนสนุกต่อเข้าไป รถทุกคันต้องจอดที่นี่แล้วนั่งบัสเข้าไปต่อ คีย์คิดว่าเป็นการจัดการจราจรให้หน้าสวนสนุกไม่จอแจจากรถมากนัก

                 ระหว่างนั่งรถเรานั่งตรงข้าม คนเกาหลีและชาวต่างชาติที่คุยภ.อังกฤษกัน เค้าก็บอกว่าเนี่ยเป็นคนจีนคุยกัน (คีย์พูดจีนกับโอนนี่ค่ะ) เราก็ได้ยินแล้ว แต่คนเกาหลีที่คุยก่ะต่างชาติไม่ตอบอะไรเพราะคิดว่าเค้ารู้ว่าโอนนี่เป็นเกาหลี หน้าก็ออกจะเกาหลีซ้า… เราเลยแนะนำตัวไปเลย ได้พูดคุยกันเล็กน้อย เค้าเป็นแอฟริกาใต้ ย้ายมาเกาหลี 4-5 ปีแล้ว คีย์เคยเจอคนแอฟริกาใต้ (คนขาว) หลายกันแล้ว ไม่เคยคิดว่าพวกนี่ภ.อังกฤษดี จากที่รู้จักทำให้รู้ว่าคนขาวแอฟริกาใต้ รูทเค้ามาจากหลายๆที่ เช่น อเมริกา เป็นต้น

                มาถึงด้านหน้าก็เจอเพื่อนอีกคนที่นัดไว้และผู้คนมากมายต่อคิวซื้อตั๋วกันอยู่ ราคาเต็ม 37,000 won คีย์ไปเอา discount มาจากเวบ visitkorea 37,000 เหลือ 31,000 won แต่ลืมเอามาโดนเพื่อนเฉ่ง แต่พอเพื่อนซื้อจริงๆ เค้าใช้บัตรเครดิต lady อะไรซักอย่างได้ลดเหลือ 18,500 won yuppa~! ^o^ สุดท้ายเค้าก็ช่วยกันเองอยู่ดี

 

                                                            ด่านแรกต่อคิวซื้อตั๋วค่ะ

                                                ได้ตั๋วแล้วตอนเข้าเค้าจะรัดข้อมือให้ค่ะ

                         เมื่อเข้ามาก้อเจอน้องฟักทองเลย   ขอถ่ายแบบติดเด็กด้วยแล้วกัน*^^* 

               ข้างในคนเยอะมาก ใครที่จะไปไม่แนะนำให้ไปช่วง weekend นะค่ะ ภายในจัดตกแต่งรับฮาโลวีน มีน้อง pumpkin ลูกใหญ่อยู่ด้านหน้า เย้… at last I got it,my pumpkins ^^v เราแวะซื้ออะไรเล็กๆน้อยๆกัน มีแต่ขนมปังแท่ง ไส้กรอก และวาฟเฟิลฮอทดอกที่เป็นกลมๆ หร่อยดี เราเร่งเดินเพื่อๆไปยัง T-express ซึ่งเป็นเครื่องเล่นทุกคนที่มา Everland ต้องมาเล่น คล้ายรถไฟเหาะแต่ไม่มีตีลังกา ความชันตอนลงสุดเสียวที่ 70 องศา รางสร้างจากไม้ทั้งหมด ระหว่างทางเจอสวนตกแต่งสวย น่ารัก เต็มไปด้วยฟักทองอยากถ่ายรูปเยอะแต่ต้องอดใจค่อยถ่าย เล่นน้องทีก่อนถึงจะยอมให้ถ่ายได้ มาถึงแทบไม่เชื่อสายตาเพราะต้องต่อแถว 3 ชั่วโมง ถึงกับอึ้งไปนาน แต่ทำไงได้ก็ต่อไป เวลาเล่นจริงไม่ถึง 5 นาที

                                                                 Haloween tree

                                                      อยากถ่ายบ้าง แต่ขี้เกียจต่อคิว

  

                                                           ฟักทองจริงค่ะ  น่าร้าก….ก

                            เจ้านี่แหละ T-express   ที่เป็นสาวผู้เลอโฉมของเอเวอร์แลนด์

                ครบ 3 ชั่วโมง เราก้อได้เข้าไปข้างในกัน แต่ต้องต่อแถวอีก 40 นาที เหนื่อยใจ โอนนี่ตื่นเต้นมากมายเพราะเค้าไม่เคยเล่นมาก่อน แต่เอ๊ะคีย์ก้อไม่เคยเล่นค่ะ แต่ไม่เคยกลัวเครื่องเล่นแบบนี้อยู่แล้ว พอใกล้ถึงขึ้นเค้าให้เราเลิกได้ว่าอยากจะนั่งตรงไหน ถ้าหน้าสุดก้อต่อคิวนานหน่อย แต่เราเลือกที่ๆว่างก้อตรงนั้นแหละอยากเอาเวลาไปเล่นอย่างอื่นด้วย ก่อนขึ้นเค้าให้เราข้ามฝั่งไปฝากของทุกอย่างในล็อกเกอร์ก่อนแล้วค่อยขึ้น แล้วต้องบริหารคอด้วยการหมุนไปมาก่อนเนื่องจากรถไฟวิ่งด้วยความเร็วสูงและเวียนไปมา ซึ่งก็จริงค่ะหลังจากแล่นลงจากความชันกว่า 70 องศาโอ๊ยเหวี่ยงซ้ายๆขวาๆ มองไรไม่เห็นเลย ช่วงนั้นเหวี่ยงหนักสุด หลังจากนั้นชิลล์แล้ว พอใกล้จบมีแอบถ่ายรูปด้วย แล้วรูปไปขึ้นจอด้านล้างให้เราเลือกอัดเก็บเป็นที่ระลึก 5,000 won ลงจากรถไฟก้อไปเลือกรูปและของที่ระลึกพวกที่คาดผมเขาต่างๆ โอนนี่บอกให้ใส้แล้วถ่ายรูปเป็นที่ระลึกก้อพอไม่ต้องซื้อหรอก ใครๆเค้าก้อทำกันแบบนี้ ฮ่าๆ เป็นคนไทยต้องแอบๆทำนะ ไม่งั้นโดน… (ด่า)

               เล่นเสร็จเวลา 18.15 ซึ่งเพื่อนอีกคนต้องกลับรถเที่ยว 19.30 เราจึงเล่นอย่างอื่นไม่ได้แล้ว ได้แต่เดินเล่น เดินไปส่งเพื่อนด้านหน้า เกรงใจเพื่อนมากเพราะเพื่อนเข้ามาเพราะอยากเจอเราเฉยๆ เค้าไม่ได้เล่นอะไรเลย… be-ya-ne & ku-ma-wo Hyun Mi~

              ส่งเพื่อนแล้ว เล่นอะไรก้อไม่ทันเพราะที่เราอยากเล่นต้องรอคิวกว่าชั่วโมง เราต้องเผื่อเวลาสำหรับขึ้นฟรีบัสไปขึ้นบัสอีกที เลยไปเดินเล่นแถวสวนฟักทองที่มีบริเวณนั่งกินข้าวแบบเนเธอร์แลนด์ มีตึกสไตล์ นั้น ขายอาหาร เบียร์ต่างชาติ บรรยากาศดีมากเลย อากาศเย็นๆ กินเบียร์

                                                        บริเวณที่จัดแนวเนเธอร์แลนด์

                                                          bye bye my pumpkin ><~

             ขากลับเผื่อเวลาไว้ 45 นาทีจากด้านหน้าไปที่จอดบัส แต่คนมารอเยอะมากเป็นเวลาที่ทุกคนจะกลับกัน ทั้งที่มารถส่วนตัว ทัวร์ บัส เหนื่อยใจอีกแล้ว คนต่อแถวหลังเราเป็นทัวร์คนไทย โอนนี่เค้าทักมา ฮ่าๆดีใจที่โอนนี่ยังจำภ.เราได้ เก่งมากๆค่ะ ตอนได้ขึ้นรถมีเรื่องตลกดีที่เรายืนอยู่ข้างๆครอบครัวคนไทย เค้าเห็นเราคุยกัน ก็งงๆว่าเราเป็นชาติอะไร เดากันใหญ่ จีน? เกาหลี?

             ตอนที่คีย์อยู่ปักกิ่งเพื่อนเคยพาไปกินโคล-เบง-งี่ (หอยผัดกับผักและเส้นใส่ขุ่กชูจาง) คีย์ชอบมาก…..ก เลยวางแผนก่ะโอนนี่ไว้ว่าก่อนเข้าบ้านเราไปกินเหล้าก่ะโคล-เบง-งี่กัน โอนนี่ก้อดีๆ แถวบ้านเค้ามีขาย พอไปถึงแถวบ้านเราแวะซื้อจอน (พิซซ่าเกาหลี) มัก-กอล-ลี่ (เหล้าสีขาวที่มักจากข้าว) โซจูกลิ่นผลไม้ แล้วเอาไปกินกันในบ้าน คีย์รีบทวงเลย โคล-เบง-งี่ของเค้าล่ะ โอนนี่เซอร์ไพรส์ว่าเค้าโทรมาบอกให้แม่ทำให้แล้ว แม่เค้าทำอร่อยมาก งือ… ซึ้งเพราะอยากกินมากมาย ฮี่ๆ

                                                         โคลเบงงี่ และ คิมชี่พาจอน

               พอถึงบ้านที่อบอุ่นเพราะใต้พื้นเค้ามีอะไรซักอย่าง(กระแสไฟ??) ที่ทำให้อุ่น ซึ่งปุ่มเปิด-ปิดเหมือนเราเปิดแอร์กัน รวมถึงควบคุมให้ความร้อนของน้ำในห้องน้ำด้วย เราจัดโต๊ะนั่งกินกันกับแม่เค้า หน้าตาโคล-เบง-งี่ต่างจากที่เคยกิน แต่แม่โอนนี่ทำอร่อยกว่ามาก……….ก ^^ แทบไม่ได้แตะพาจอนเลย เหลือตรึม ส่วนมัก-กอล-รี่ ก็รสชาติต่างจากที่เคยกินที่ปักกิ่ง ตอนนั้นมันจะหวานๆ กลิ่นเหมือนกล้วยยังไงไม่รู้ แต่นี่จะซ่า หวานนิดหน่อยกินแทนโค้กได้ แต่คีย์ไม่ได้เลิฟมากเท่าไหร่ กินเสร็จเราก็เริ่มเปิดแผนการวันพรุ่งนี้ต่อซึ่งจะไปย่าน ช๊อปปิ้งกันที่ดงแดมึน และเมียงดง

                                                               Omony kumumsumida^^

24/10/2010

               ตื่นกันมาเพราะพี่สาวของโอนนี่กำลังมา ครอบครัวนี้เค้ามีลูกสาวทั้งหมด 5 คน วันเสาร์-อาทิตย์พี่สาว 2 คนมักมารวมตัวกันที่นี่ พร้อมกับพาลูกมาด้วย ตื่นเต้นจังจะได้เจอ Jiu แล้ว โอนนี่เคนส่งรูปมาให้ดูน่ารักมาก จีอูมาพร้อมพ่อเค้าก่อน ขี้อายเชียว แล้วพี่สาวโอนนี่ก็ทำขนมไม่รู้ชื่อแต่เป้นแป้งข้าวซักอย่างไปเจียน (เหมือนทอดเกี๊ยวซ่า) แล้วราดเมเปิ้ล เสิร์ฟด้วยแก้วกระดาษ อือ… คนเกาหลีเค้าต้องมีแก้วกระดาษทุกบ้านเลยสำหรับรินกาแฟ ฯลฯ ซักพักพี่สาวอีกคนก็มา เค้านึกว่าเราเป็นเกาหลีเลยใส่เป็นชุดเลย เราถึงกับงง สุดท้ายโอนนี่ต้องเข้ามาแยก (ช่วย) ฮ่าๆ จากบ้านที่เงียบๆกลายเป็นจอแจ ดีจังเค้าครอบครัวใหญ่กันดี คนเกาหลีเรื่องครอบครัวพ่อ-แม่แล้วมีความสำคัญมากจริงๆ แต่เค้าต่างกับคนไทยที่ว่าถ้าลูกโตๆกันแล้วมักย้ายออกกัน (ยกเว้นธรรมเนียมที่ว่าลูกชายคนโตต้องอยู่และเลี้ยงดูพ่อ-แม่) พี่สาวโอนนี่คนนึงอายุ 34 ปี เค้าไม่คิดจะแต่งงาน พ่อ-แม่ก็ให้เค้าย้ายออก (เค้าก็เต็มใจไปอยู่ตึกข้างๆกัน) ต่างจากคนไทยที่อยากให้ลูกๆอยู่ในบ้านจนแต่งงาน

                กว่าเราจะออกกันได้ก็ใกล้เที่ยง พี่สาวเค้าขับรถพาไปส่งที่ดงแดมึน เป็นผู้หญิงที่เท่จริงๆ ผอมๆแต่งตัวก็เท่แถมขับรถเร็วอีก

                ดงแดมึนเป็นย่านช็อปปิ้งคล้ายแพตตินัม แต่มีหลายๆตึก ราคาไม่แพงค่ะเสื้อโหลๆตัวละ 5,000 won เสื้อทำงานถูกๆประมาณ 10,000 won เสื้อกันหนาวโค้ต 60,000 won เพื่อนบอกแพงแต่เราก็เอาน่า ซื้อเมืองไทยแพงกว่านี้ ชอบแบบค่ะ เห็นเสื้อผ้าสวยๆเยอะๆแบบนี้แล้วคิดว่าที่เราเห็นกันว่าคนเกาหลีแต่งตัวดีๆ จริงๆแล้วอาจจะมาจากของที่ขายมันมีแต่มีดีไซน์ เสื้อยืดคอกลมธรรมดาของญ. แทบไม่มีเลยนะค่ะ

                 หลังจากช็อปจนสมใจแล้วเราก็ไปเมียงดงกันต่อ ถึงเมียงดงก็มืดแล้วแวะซื้อเครื่องสำอางเพิ่มเติมแล้วไปเจอเพื่อนอีกคู่ คู่นี้คีย์รู้จักกับช.ก่อนที่ปักกิ่ง แล้วเค้าไปทำงานที่ไต้หวันเลยเจอคู่แท้ คีย์ไปเที่ยวไต้หวันก็เลยได้รู้จักโอนนี่คนไต้หวันค่ะ ดีใจและขอบคุณเพื่อนมากเค้าอบอุ่นจริงๆ (ตามนิสัยเกาหลีความสัมพันธ์เพื่อนมันจะเลี่ยนๆ ซึ่งคนไทยไม่ทำและพูดกันแน่ เช่น โอนนี่ชอบบอกว่าคิดถึงอยากเจอ แล้วคีย์ล่ะ เราก็ไม่ตอบ ปกติไม่เคยพูดกับเพื่อนแบบนี้ โดนงอนไปหลายรอบ ฮ่าๆ) โอปป้า (เป็นคำที่ญ.เรียกผู้ชายรุ่นพี่ อาจแปลได้ว่า พี่ชาย) พาไปกิน Andong jimduk อันดงเป็นชื่อเมือง ส่วน jimduk เป็นชื่ออาหารที่ทำจากไก่ เค้าบอกว่าที่ร้านนี้อร่อยกว่ากินที่อันดงเสียอีก อ้าว เชื่อค่ะเพราะบ้านโอปป้าอยู่ Daegu ซึ่งเป็นเมืองหลวงของเขตเดียวกับอันดง Andong jimduk ประกอบด้วยไก่ แครอท มัน พริก วุ้นเส้นแบนเส้นใหญ่ และน้ำสต็อกที่เคียวอย่างดี อร่อยดีค่ะ กินเสร็จ โอปป้าก็ขอแยกตัวกลับไปพักผ่อนก่อน ก็เข้าใจว่าเหนื่อยเพราะเพิ่งกลับมาจาก Daegu

                                 Andong chimduk หน้าร้านจะเขียนเป็นเกาหลีว่า 안동찜닭

                    หลังจากแยกกันแล้วโอนนี่ชวนไปเดินคลองชองเกชอนซึ่งอยู่ไม่ไปไกลสามารถเดินไปได้ค่ะ คลองนี้เมื่อก่อนเคยสกปรกและเสื่อมโทรมมาก ต่อมารัฐบาลได้ renovate ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวโดยจัดแต่งรูปแบบคลองให้มีทางเดิน จัดต้นไม้ น้ำพุ ขนานสองข้างทางระยะทางหลายกิโลค่ะ ไปเดินช่วงกลางคืนอากาศเย็นสบาย เจอแต่มากันเป็นคู่ๆๆๆๆ คลองก็ตกแต่งสวยมองขึ้นไปก็เป็นตึกสูงๆ สบายตาดีเหมือนกัน

                                                                  คลองชองเกซอน

                                              ซอยที่มีแต่โพซังมาจา (รถเข็นขายอาหาร)

                    เราเลือกขึ้นจากคลองเป็นนั่งฟังคนเล่นเพลงสดที่สะพาน โรแมนซ์มาก….ก ซักพักก็เดินเข้าซอยด้านข้างที่มีแต่รถเข็นขายอาหารพวกทอดๆ และต๊อกปุ้กกี่ แต่วันนี้กินไม่ไหวแล้วค่ะ เลยได้แต่มองผ่านและจดจำสำหรับเผื่อวันหลังมีเวลา

                   โอนนี่ถามถึงแพลนวันพรุ่งนี้ตลอดว่าเอาไง ตอนแรกก่ะไปอันดง ไปดูหมู่บ้าน Hahae ซึ่งเป็นมรดกโลก แล้วเย็นนั่งรถไปหาเพื่อนต่อที่ Taebaek แต่พอดูตารางเดินรถแล้วมีเวลาอยู่ที่อังดงแค่ 3-4 ชั่วโมง เลยไม่ไปดีกว่าก็เสียดายนะ แต่ไปเที่ยวแบบสบายๆ ไม่เอาชะโงกทัวร์ดีกว่า เลยจะนั่งรถไฟไป Taebaek ช่วงบ่ายแทน แล้วช่วงเช้าโอนนี่แนะนำให้ไปดู Hanok marum ซึ่งเป็นที่ๆรัฐบาลยกบ้านโบราณมาไว้แล้วจัดสถานที่ใหม่ ก็โอเคไปอันนี้แหละ

25/10/2010

                 ตื่นเช้ามาโอนนี่พาไปซื้อตั๋วรถไฟก่อน แถวไหนไม่รู้แต่ไม่ใช่ที่สถานี นั่งบัสไปกัน ซื้อเรียบร้อยโอนนี่ก้อไปทำงาน เราก้อมุ่งหน้าไป Hanok marum   แต่วันนี้เริ่มป่วยแล้วค่ะ   จะไหวไหมเนี่ย

                 รู้สึกเหมือนเป็นอิสระแล้ว…ว แล้วรู้สึกว่าต้องหลงแน่ และแล้วก้อจริงหาทางไม่เจอจริงๆ ไปถามทางใครก้อพูดอังกฤษไม่ได้ ก้อภาษามือไปเรื่อย สุดท้ายก้อหาจนเจอ ไม่เสียค่าเข้า ไม่ค่อยมีอะไร เป็นบ้านโบราณเปิดและจัดภายในห้องตามสมัยเก่า เดินไปจนเจอ time capsule พออ่านแล้วมันได้ใจมากเลย

 

 

                                                  ข้อความกินใจสำหรับชนชาติเกาหลี

                            ข้อความสักขีพยานจากตัวแทนนานาประเทศบน time capsule

                ดูเสร็จก้อไปนั่งดูการแสดงอะไรก้อไม่รู้ เค้าแจกน้ำอัดลมกับข้าวเป็นก้อนก้อไม่อร่อยแต่หาไรกินไม่ได้เลย เพราะเค้าไปร้านที่คนกินเยอะๆมันก้อไม่มีเมนูสั่ง Daen jang jigae ไปเค้าก้อบอกไม่มี มีไรก้อไม่รู้ก้อเลยไม่กินดีกว่าแล้วรู้สึกป่วยๆเจ็บคอด้วย เลยไปสถานีรถไฟ Cheongyangni นั่งรอ รถออก 14.20 ถึง Taebeak 18.27

                                                   การแสดงด้านหน้า Hanok marrum

                                                          สถานีรถไฟ Cheongyangni

               ระหว่างทางวิวตอนนั่งรถไฟ    ช่วงเขาสวยมาก……ก มีหลายสี แดง ส้ม เหลือง เขียว ขนาดคนข้างๆเค้าเป็นเกาหลีที่ไปเรียนที่แคนาดาซึ่งเป็นประเทศที่ธรรมชาติแล้วยังออกปากชมเลยว่าที่แคนาดาหาไม่ได้ เค้าก้อดีนะเราแลกเปลี่ยนอะไรกันเยอะแยะความคิดต่างๆ คนเกาหลีที่ต้องการออกประเทศนี่ก้อเยอะเหมือนกันนะ เมื่อถึงเวลา 18.27 รถไฟก้อถึงพอดี แป๊ะๆยังก่ะยุโรป ออกไปก้อเจอยูรียืนรออยู่ก่ะเพื่อนอีกคน หลังจากที่เราแยกย้ายกันที่จีน ยูรียังเรียนต่อที่นั่นจนจบตรีแล้วกลับมาหางานที่เกาหลี ซึ่งเด็กจบภ.จีนมาหางานยากมาก เค้าได้ทำเป็น part-time โดยให้ข้อมูลที่เที่ยวกับนักท่องเที่ยวจีนใน Taebeak เพื่อนเค้าให้ข้อมูลเป็นภ.อังกฤษ ซึ่งเวลาคุยกันเราแทบฟังไม่รู้เรื่องเลย งงว่าเค้าให้ข้อมูลได้ยังไง

               Taebeak อยู่ทาด้านล่างของ Gangwon-do เป็นเมืองที่ไม่วุ่นวาย จอแจ เดินตามท้องถนนแทบไม่เจอผู้คน แม้จะเป็นกลางเมืองแล้วก้อตาม เมืองนี้วัยรุ่นไม่เยอะมากเพราะส่วนใหญ่ย้ายเข้าไปทำงานที่โซลหรือไปเรียนที่จังหวัดอื่นหมด จะเหลือก้อวัยกลางคนขึ้นไป

                ยูรีพาเราไปลอง Duk-cal-bi ไก่ผัดแห้งขุกชูจาง ซึ่งที่ Taebeak จะเป็นสูตรเฉพาะ โดยใส่เส้นและเป็นแกงมากกว่าผัด อร่อยและเผ็ดค่ะ เหมาะกับคนป่วยๆอย่างคีย์ นี่ถ้าไม่ป่วยจะซัดให้หมดกระทะเลย คืนนี้พ่อแม่ยูรีจะพาไปคาสิโน ยูรีเลยพาไปเปลี่ยนชุดก่อน เค้าให้ยีนส์คีย์มาใส่เลยเพราะคีย์คิดว่ามันไม่น่าจะหนาวมากดูอุณหภูมิล่วงหน้าไปก้อแค่ 7-18 องศาซึ่ง legging ที่เตรียมไปรับได้ค่ะ แต่ผิดคาดที่ Taebeak เป็นเมืองในเขตเขาอุณหภูมิเลยลงมาที่ 4 องศา คีย์ก้อยังไม่กลัวแต่เพื่อนบอกพรุ่งนี้จะต่ำกว่าศูนย์ เท่านั้นแหละแย่งยีนส์จากเพื่อนมาแทบไม่ทัน ฮ่าๆ 

                                                                Taebeak Dukcalbi

                พอสี่ทุ่มพ่อเค้าก้อขับรถข้ามไปอีกเมืองเพื่อไปคาสิโนซึ่งเค้าบอกว่าที่เกาหลีมีคาสิโนที่ถูกกม. และเปิดจริงจังอยู่เพียง 2 ที่คือ Jeongseongun และ Jeju-do หรือเกาะเชจูนั่นเอง จาก Taebeak ขับประมาณ 45 นาทีก้อถึง Kangwon Land, Jeongseongun ซึ่งที่นี่ตอนหน้าหนาวก้อเป็น ski resort ด้วย โรงแรมใหญ่มากมองเห็นมาแต่ไกล แน่นอนต้องขับรถขึ้นเขาขึ้นไปค่ะ

                เมื่อไปถึง reception ปรากฏว่าพ่อ แม่ ยูรีและเพื่อนยูรีเข้าไปได้ คียฺเข้าไปได้คนเดียวเพราะที่นี่เค้าจำกัดคนเข้า ที่เข้าไม่ได้เพราะเค้าเป็นคนในพื้นที่จะมาเมื่อไหร่ก้อได้ต้องโทรจองก่อน คีย์ก้อเข้าไปคนเดียวภายในมีโต๊ะเล่นมากมายส่วนใหญ่ slot machine , Blackjack, Poker บรรยากาศพอๆกับที่มาเก๊าแต่กว้างกว่าที่สำคัญคนเยอะมากกกกกกก งงกว่าเค้าไม่ทำงานกันหรอ คีย์ก้อพยายามเดินให้นานที่สุดเกรงใจเค้าอุตส่าห์ขับรถข้ามเขาข้ามเมืองมาตั้งไกลเพื่อพาเรามาดู แต่ดูได้ครึ่งชั่วโมงก้อเบื่อแล้ว เลยออกไปหาเพื่อนกลับบ้านดีกว่า ถึงบ้านปั๊บขอเสียมารยาทแปรงฟันแล้วนอนเลย เพราะซมจากพิษไข้ คร่อก…ก

                                          คาสิโน Kangwon Land   ถ่ายได้แต่ด้านหน้าค่ะ

 

26/10/2010

              ตื่นมา 9 โมงเป๊ะเพราะยูรีปลุก กินข้าวเสร็จพ่อยูรีไปซื้อยาน้ำแก้หวัดมาอีกแพ็คใหญ่ เค้ากินทีทั้งขวดเหมือนๆยาจีนแก้ไอหวานๆ แต่รู้สึกเหมือนไม่ได้ช่วยอะไรเลย เรารีบกินข้าวกันแล้วพ่อเค้าจะไป railbike ด้วย วันนี้เราจะไป กันที่ Samcheok railbike มี 2 ที่ คือ Chunseon จะเป็นแนวขี่ชมธรรมชาติและชนบทมีตลาดเก่าให้ดู ทีแรกอยากไปที่นี่มาก แต่ตั๋วเต็มหมด ขนาดว่ายูรีจองล่วงหน้า 1 เดือนแล้วนะ ส่วน Samcheok จะขี่เรียบริมทะเล มีเข้าอุโมงค์ดูไฟด้วย

             ระหว่างนั่งรถพ่อเค้าชวนคุยเยอะแยะ (แปลกจากครอบครัวเกาหลีครอบครัวอื่นมาก… ที่พ่อมักไม่ค่อยชวนคุย) คุยตลอดทางเลย ยังมีบอกด้วยว่า อย่าเอาช.เกาหลีเป็นแฟนเลย ลำบากไหนจะต้องทำงานบ้าน ทำอาหาร คลอดลูกแล้วยังต้องดูแลลูกอีก ใช่เลยค่ะ เพื่อนทั้งหลายนี่คือเรื่องจริง สภาพจริงในเกาหลีค่ะ ช่วงเวลาเป็นแฟนกันเนี่ยดูแลดีมากแต่พอแต่งงานนี่อีกเรื่องเลยนะค่ะ ถึงปัจจุบันจะดีขึ้นกว่าเดิมมากแล้ว แต่คีย์เชื่อว่ามันไม่มีทางเท่าเทียมกัน ลูกช.เวลาอยู่ในบ้านยังเห็นพ่อใช้กำลังกับแม่ ด่าแม่ แสดงอารมณ์แย่ๆ แล้วลูกมันจะไม่ทำตามได้อย่างไร เอาค่ะต้องดูการพัฒนาต่อไปเผื่อว่าหนุ่มเกาหลีจะเป็นได้อย่างในหนังจริงๆ

              ขับมา 3 ชั่วโมงก้อมาถึง เห็นร.ร.พาเด็กม.ปลายมาขี่กันเป็นกลุ่มใหญ่เลย รอไปซักครึ่งชั่วโมงก้อได้นั่งประจำรถกัน ซึ่งรถมีให้เลือกแบบ 2,4,6 คน เราเลือกแบบ 4 คน พ่อยูรีนั่งหน้า ระหว่างรอหนาวมาก วันนั้นเป็นวันที่เค้าว่าหนาวที่สุดในสัปดาห์ประกอบกับลมทะเล เหมือนไข้จะกลับมาใหม่ เมื่อเริ่มขี่มันต้องขี่ตามๆกันไป ถ้าคันหน้าช้าก้อช้าไปทั้งสายค่ะ ก้อมีอยู่รางเดียว แต่วิวนี่ใช้ได้สวยค่ะ ทะเลเค้าคลื่นแรงกว่าบ้านเรามาก ส่วนเวลาเข้าไปอุโมงค์ก็มีการเล่นไฟทั้งการยิงเลเซอร์ และไฟตกแต่งสีๆ ระยะทางขี่ทั้งหมดน่าจะประมาณ 3 กิโล แต่ไม่เหนื่อยค่ะ เนื่องจากส่วนใหญ่คุณพ่อถีบค่ะ เค้าแข็งแรงกันจริงๆ ระหว่างทางมีการพักเข้าห้องน้ำ กินหนมด้วยแล้วค่อยกลับมาขี่ต่อจนถึงปลายทางซึ่งมีรถทัวร์มารอรับกลับไปยังจุดเริ่ม

 

                                                           แผนที่เส้นทาง railbike

 

                      สภาพรถที่ขี่ 4 ที่นั่ง   มีที่ถีบเหมือยจักรยาน   เบรคเป็นเหมือนเบรครถยนต์

                                                                      วิวจากตัวรถ

                         เมฆมืด ลมแรง ฝนตกปอยๆ ยิ่งทำให้หนาวกว่าเดิมอีกหลายเท่านัก

                                                                 แสงสีในอุโมงค์ #1

                                                                  แสงสีในอุโมงค์ #2

                                                                  แสงสีในอุโมงค์ #3

                                                                      วิวฝั่งขุนเขา

              พ่อยูรีพามาทานเมืองกลางวันกันที่เมือง Gangneung ซึ่งถือว่าเป็นเมืองใหญ่และจุดเชื่อมรถในเขต Gangwon-do อาหารมื้อนี้เป็นซุปปลา ช่างเผ็ดได้ใจจริงๆ พ่อเค้ากินแบบที่คีย์ชอบกินแต่ผู้ใหญ่บ้านเราไม่ชอบเลย คือ เทข้าวในถ้วยซุปซึ่งเป็นบ้านเราชอบว่าเป็นข้าวคนคุก แต่แบบนี้แหละที่คีย์ชอบกินมาก…ก หลังจากนั้นพ่อก้อไปส่งที่ท่ารถนั่งต่ออีก 3 ชั่วโมงถึง Sokcho ส่วนพ่อยูรีต้องกลับไปก่อน เค้ายังบอกอีกว่ารู้สึกไม่ดีเลยที่ไม่ได้ไปส่งคีย์ถึงที่ Sokcho แต่ถ้าคุณพ่อไปจริงๆเราก้อคงเกรงใจมากเหมือนกันเพราะต้องขับรถถึง 6 ชั่วโมง ครึ่งทางนี่แหละดีแล้ว… ขอบคุณมากค่ะคุณพ่อลำบากเลย

              คนเกาหลีนี่ถ้ารู้จักและรู้สึกดีต่อกันนี่ เค้าให้เราเต็มร้อยเลยนะ เทคแคร์ดีมาก…ก และมีมารยาทเหมือนคนไทย

              เมื่อเราถึงท่ารถกลางเมือง Sokcho แล้ว ก้อต้องเดินหาที่พักกันละ ยูรีเค้าไปหามาว่ามีที่พักไม่เกิน 20,000 won / night อยู่แถวๆท่ารถ เลยถามคนแถวนั้น เค้าก้อแนะนำมาอยู่ใกล้จริงๆเดินไม่เกิน 5 นาทีเป็นที่พักสำหรับคนเกาหลีโดยเฉพาะ มีอาจุงม่า (ป้า) มารับ ห้องเป็นห้องเล็กๆ(มาก) เปิดประตูมาเจอเตียงเลยไม่มีที่นั่งใดๆ แต่ก้อคุ้ม วางของเสร็จสับ เราเข้าไปแหล่งช้อปปิ้งกัน ยูรีให้ไปซื้อเสื้อหนาวเพิ่มเพราะพรุ่งนี้ขึ้น Seoraksan มันจะหนาวมาก แล้วก้อไปหาข้าวกินกันต่อ

              เดินไปมาเจอ… โอ๊ะ นี่มันฉากในซีรี่ย์เรื่อง Autumn in my heart นิ่ เรือลากที่นางเอกขึ้นเพื่อข้ามไปยังร้านของคุณแม่ อ้าว ไม่ได้รู้มาก่อนเลยว่าอยู่ที่เมืองนี้ เอาล่ะ กินเสร็จแล้วค่อยข้ามไปดูกัน ยูรีพามากินร้านที่รายการทีวี 2 bak 1 (eil bak ei) พามากิน รายการนี้คล้ายๆ TV champion เกาหลี พาตะเวนหาร้านอร่อยๆ ร้านนี้อยู่ตรงกันท่าเรือลากเลย อาหารจานเด็ดคือ ปลาย่าง กินกับซีอิ๊ววาซาบิเหมือนญี่ปุ่น ปลาก้อแปลกๆดี แบบที่บ้านเราไม่มี รสชาติก้อคง(จืดๆ)ดีแหละ ยูรีแฮปปี้กับการกินมาก ส่วนคีย์อร่อยนะค่ะ แต่ยึดติดกับน้ำจิ้มทะเล+การปรุงรสแบบไทยๆมากกว่า (นี่เป็นมื้อแรกที่อาหารไทยชนะแบบขาดลอยค่ะ) มื้อนี้ประมาณ 25,000 won ค่ะ

                                           ร้านที่รายการทีวี 2 bak 1 (eil bak ei) พามากิน

                                                            ปลาย่างอาหารแนะนำ

                                              ฉากคุ้นตาในเรื่อง Autumn in my heart

              กินเสร็จเราก้อขึ้นเรือลากข้ามฝั่งไปดูร้านของแม่นางเอกและชายหาดที่ถ่ายทำกันค่ะ (คีย์ไม่ได้เน้นว่าต้องมาที่นี่นะ แต่ไหนๆก้อบังเอิญมาถึงที่ก้อขอไปดูหน่อยเหอะค่ะ^^) ตอนขึ้นเรือลุงคนลากก้อเอาขอลากมายื่นให้เราช่วยๆกันลาก ลุงแกคงเมื่อยและขี้เกียจแหละ ลากไป 5 นาทีก้อถึงอีกฝั่ง ขึ้นมาเจอแต่โปสเตอร์หนังไปเต็มไปหมด มีโชว์บล็อกไฟพระเอก นางเอก (จำชื่อไม่ได้) และวอน บิน (จำได้คนเดียว ฮ่าๆ) เดินเข้าไปอีกนิดก้อเจอร้านแม่นางเอก บนเกาะเล็กนี้มีแต่ร้านอาหารค่ะ เดินไปจนสุดจะเจอชายหาดที่พระเอกแบกนางเอกก่อนตายค่ะ จบแล้วค่ะสำหรับเกาะนี้

                                        เมื่อเรือข้ามฝั่งมาจะมาป้ายโฆษณาซีรี่ย์มากมาย

                                                       ในเรื่องเป็นร้านของแม่นางเอก

                                                 ชายหาดที่พระเอกแบกนางเอกก่อนตาย

              ก่อนนอนเรานั่งกินลูกพลับกับ มักกอลลี่ แบบฉบับเมืองนี้กัน และมาส์กหน้า (คนเกาหลีติดมาส์กหน้ามากๆทั้งญ.และช. ไปเที่ยวกันทีไรต้องมานั่งมาส์ก) คืนนี้ต้องหลับเยอะๆเพราะพรุ่งนี้เราจะต้องใช้พลังงานมากมายในการเดินเขา Seoraksan

27/10/2010

               เช้านี้เรานั่งบัสไป Seoraksan กัน บนรถมีคนเกาหลีวัยกลางคนใส่ชุด hiking กันมากมาย ยูรีบอกว่าหลังๆมานี้ในเกาหลีชุด hiking เป็นที่นิยมและขายดีมาก เนื่องจากบ้านเค้ามีเขาเยอะมากประมาณ 70% ของประเทศ เกาหลีหลายคนที่คีย์รู้จักวันหยุดก้อมักตื่นแต่เช้าไปปีนเขากัน พิสูจน์ได้จากเมื่อไปถึงหน้าอุทยานคนเยอะมาก….ก ส่วนใหญ่เป็นวัยกลางคนกับนักเรียนมัธยม

               เส้นทางเดินจากด้านที่คีย์เข้ามี 2 เส้นทาง ทางนึงมี cable car อีกทางไม่มี เพื่อนถามจะนั่งไหม คีย์ไม่เอาเด็ดขาดอุตส่าห์ตั้งใจมาที่นี่เพื่อปีนเขา เราก้อเลยเลือกอีกเส้นทางไปทาง Ulsanbawi (เป็นยอดเขาหินที่เค้าว่ามีรูปร่างที่แปลกตา) ทางเดินได้สบายค่ะ บางช่วงเป็นหินบวกดิน บางช่วงเป็นบันไดรองพื้นด้วยแผ่นยางกันลื่น แต่ที่คีย์เห็นนั้นเป็นแค่บางส่วนค่ะ อาจุงม่าที่เป็นคนดูแลอุทยานบอกรองเท้าอย่างเราขึ้นไม่ได้อันตรายเกิน เราเลยขึ้นไปได้ถึง Heundeulbawi เป็นหินก้อนใหญ่ซึ่งวางอยู่บนหินอีกก้อน คนก้อไปผลักๆให้ตกกันค่ะ (ดูตามรูปแล้วกัน อธิบายยากค่ะ) นักเรียนรอถ่ายกันเยอะมากเราเลยขอถ่ายจากไกลๆค่ะ ตรงนั้นยังมีวัดพุทธเล็กๆๆๆๆ อยู่ด้วยมีการสวดมนต์ในถ้ำเล็กๆ แต่สงสัยว่ามันจะสงบได้อย่างไร ทั้งนักท่องเที่ยว ทั้งเด็กนักเรียนเสียงดัง เราชมวิวนิดหน่อยก้อเดินลงกลับไปที่จุดเริ่มใหม่ค่ะ อ้อ ระหว่างทางวิวสวยมากไม่ใช่อะไร แต่เป็นช่วงใบไม่เปลี่ยนสี เหลือง ส้ม แดง คุ้มมากมายที่ยอมเหนื่อยเดินขึ้นเขา สวยมากๆๆๆๆๆค่ะ

 

                                        แผนที่เดินเขา Seoraksan   เรามาจากทางด้านขวา

                                                               สัญลักษณ์หน้าอุทยาน

                                                             วิวสวยๆ  ระหว่างเดินเขา

                                                                ภาพจริงสวยกว่านี้อีก

                       Heundeulbawi  นั่นคือหินที่เค้าไปผลักๆกัน  เราขอแค่ถ่ายไกลๆก้อพอ

               เมื่อเราเดินมาถึงจุดเริ่มทีแรกจะไปจองเวลาตั๋ว cable car ก่อน ยูรีบอกไม่ใช่ว่าซื้อแล้วจะได้ขึ้นเลยนะ ต้องรอคิว แต่เนื่องจากเราหิวมากเลยลืมไปเสียสนิท นั่งกินบีบิมปั่บเสร็จเพิ่งนึกออก เลยรีบไปซื้อกัน เข้ามาในอาคารซื้อตั๋ว โอ๊ะ คนต็มเลย ปรากฏตั๋วเราต้องรออีก 1 ชั่วโมงกว่าจะถึงคิวขึ้น เลยเดินเล่นแถวนั้น ถ่ายรูปเล่นซึมซับบรรยากาศเต็มที่

                                                คนเกาหลีเค้าใส่ชุดปีนเขากันหมดเลย

              จริงๆคีย์อยากไปดูน้ำตกเห็นในรูปช่วงใบไม้เปลี่ยนสีแล้วสวยมาก แต่ไปไม่ถึงค่ะ มันต้องเป็นรองเท้าไต่เขา แล้วต้องเดินขึ้นไม่ใช่นั่ง cable car เป็นอีกเส้นทางซึ่งคนไม่ค่อยไปเดินกันเนื่องจากเป็นเส้นที่ยาวมาก นำไปสู่แหล่งธรรมชาติ วัดและยอดเขาต่างๆ ไกลค่ะ

              เดินเล่นไปมาแล้วก้อกลับมายืนหลับแช่ฮีทเตอร์นี่มันช่างสบายดีจริงๆ ซักพักก้อถึงคิวเรา วิว cable car เลื่อนขึ้นไปก้อสวยอีกแล้วมองเห็นยอดเขาสวยๆ แต่ยูรีกลัวความสูงยืนเกาะเราแน่น เลยไม่ได้ถ่ายรูปเลย… เมื่อไปถึงค้องเดินขึ้นไปอีกหน่อยถึงจะถึงยอดเขา Gwongeumseong จากยอดเขามองเห็นความยิ่งใหญ่กว้างไกลไม่รู้จบของ Seoraksan จริงๆ ยังมองไปเห็นตัวเมืองซกโชเลยไปถึงทะเลด้วย ว้าวไปร้อยรอบเลยค่ะ เส้นทางสำหรัยนั่งเคเบิ้ล คาร์ก้อมีแค่นี้เรารีบนั่งลงไปเพื่อจะไปเที่ยวในตัวเมืองกันต่อ ซึ่งอันนี้ไม่ได้อยู่ในแพลนเลย แต่ยูรีเค้าอยากพาเที่ยว ก้อไปกันค่ะ

                                                              วิวจากบนสถานีเคเบิ้ล คาร์

                                                สีสันยังก่ะใช้ photoshop   like x 100^^

                                         อาจุงม่ากล้ามากค่ะ  คีย์ยังไม่กล้าออกไปถ่ายเลย

             ยูรีพาไปดู Expo Tower เพื่อขึ้นไปดูวิวกัน เป็นเมืองที่ถูกตามหลักของจีนเลย เนื่องจากหลังเป็นขุนเขาหน้าเป็นทะเล แต่ตัวเมืองไม่ค่อยมีอะไร วัยรุ่นส่วนใหญ่ก้อย้ายออกไปเรียนกันที่เมืองอื่น ที่เห็นว่ามีก้ออาหารทะเลนี่แหละค่ะ หลังจากชมวิวเสร็จแล้วก้อไม่มีอะไรทำแล้วก้อหาของกินเลย เห็นในกวน มึน โฮ กินหมึกเป็นดึ๊บๆ เลยให้ยูรีหาให้กิน แต่ไม่เอาทั้งตัวขอแค่หนวดก้อพอ (นักจิ่ = octopus , โองอจิ่ = squid ) แต่หาไม่ได้เลยทั้งที่เป็นเมืองติดทะเลแล้วที่ไหนก้อน่าจะมี ถามคนแถวนั้นเลยได้ความมาว่าเนื่องจากมีนักวิชาการของรัฐบาลออกมาประกาศว่านักจิ่มีสารพิษตกค้างซุ่งไม่ดีต่อสุขภาพ เพราะฉะนั้น ทุกร้านเลยเลิกขายเลย เมื่อไหร่จะขายอีกนั้น ไม่มีใครรู้

                         Expo Tower ที่สูงๆแปลก  ด้านขวาค่ะ  ส่วนด้านซ้ายเป็น theatre

                       วิวจากบน Expo Tower  ด้านหน้าเป็นทะเลสาป   ไกลออกไปเป็นทะเล

                                                                ด้านหลังเป็นขุนเขา

                เราเดินไปเกาะที่ถ่าย Autumn in my heart กันอีกรอบ ก็มันไม่มีอะไรให้ดูแล้ว ไปย้อนรอยซีรี่ย์อีกรอบก้อได้ แล้วเมื่อวานเห็นแถวนั้นมีร้านอาหารเยอะ เดินๆไปมองร้านไปเรื่อย มีอยู่ร้านนึงคนเยอะมาก รองเท้าถอดเต็มหน้าร้านเลย เห็นด้านหน้าแปะรูปดารา Autumn in my heart ทั้งนางเอก วอน บิน คนที่แสดงเป็นพระเอกตอนเด็ก เหมือนว่ามากินที่นี่เราเลยเอาร้านนี้แหละ (ภายหลังโอนนี่ที่โซลเห็นรูปแล้วบอกว่าร้านนี้ดังมากกกก ใครไปที่นั้นต้องมากิน ใครๆก้อรู้จัก อืม… คีย์ก้อมีสายตาที่ใช้ได้เหมือนกันนะ อิอิ) อาหารก้อเป็นอาหารที่มีที่นี่เท่านั้น ชิมแล้วก้อโอเคค่ะ แต่ที่ถูกใจคือ Dongdongju เป็นเหล้าเหมือนมักกอลลี่แต่ทำจากข้าวโพด อร่อยมากมายจนลืมรสชาติอาหาร จนเก็บกลับไปกินต่อที่ห้อง

                                                                      ร้านนี้แหละค่ะ

               อาหารท้องถิ่น   ส่วนเครื่องเคียงด้านขวาล่างนั้นขอเรียกว่าเป็นกุ้ง(ปลา)ร้าคิมชี่   ส่วนอาหารจานหลักมีหมึกทอดไข่ห่อไส่   ส่วนอีกอันที่ไหนก้อมีแต่ไส้ไม่เหมือนที่นี่ใส่วุ้นเส้นและอื่นๆแยกไม่ออก ค่ะ   แต่ก้อเลี่ยนๆต้องกินคู่กับกุ้งร้าค่ะ

                คืนนี้เป็นคืนที่เราต้องนอนคนเดียวเป็นคืนแรกตั้งแต่มาเหยียบเกาหลี เพราะยูรีต้องกลับไปทำงานต่อ แต่เราไม่มีปัญหา ส่งยูรีที่ท่ารถเสร็จ กลับห้องอาบน้ำ กินเหล้าที่เหลือทั้ง 2 ขวดจนหมด เริ่มร้อนที่หน้าแล้วก้อนอนสบายแบบไม่ตื่นตลอดคืนเลยค่ะ

คืนนี้เหมาหมดค่ะ   ทั้งเหล้าทั้งยาทั้งบะหมี่ทั้งขนม  ฮ่าๆ  ดงดงจูคือขวดสีขาว  มักกอลลี่คือสีเขียวค่ะ   ส่วนขวดเล็กๆเหมือน เอ็มร้อย นั่นคือยาน้ำแก้หวัด 

28/10/2010

                 แผนวันนี้ช่วงเช้าจะไปนักซานซา (Naksansa) เป็นวัดพุทธอยู่หน้าผาติดทะเลในเขตเมืองหยางหยางใกล้ๆซกโช แล้วกลับมาขึ้นบัสรอบบ่ายสามกลับโซล ตื่นมาคุยกับอาจุงม่าแบบไม่รู้เรื่องประมาณว่าเราจะไปเมื่อไหร่ก้อทิ้งกุญแจไว้ที่ห้องเค้า วันนี้เค้าไม่อยู่ไปปีนเขา เอ้อ แบบนี้ก้อมี แปลว่าไม่สนแขกที่จะมาพักในช่วงที่แกไม่อยู่

                ขึ้นรถสาย 7 จากตัวเมืองซกโชมันจะผ่านป้ายนักซานซาแล้วไปสิ้นสุดที่ในเมืองหยางหยาง ยูรีส่งเมสเซสเป็นภ.เกาหลีมาว่า ถ้าถึงนักซานซาแล้วให้ช่วยเรียกด้วย คนขับก้อเออๆพยักหน้า นั่งไปซัก 20 นาทีก้อเห็นป้ายนักซานซา มองๆคนขับเค้าก้อไม่ได้เรียกอะไร ก้อไม่เห็นมีใครลง คีย์ก้อเลยนั่งต่อไปจนเข้าตัวเมืองซึ่งก้อค่อนข้างแน่ใจแล้วว่าเลย แต่ทำไมคนขับมันไม่เรียกล่ะ ไปจนสุดป้ายเหลืออยู่คนเดียว คนขับหันกลับมาบอก final final … go เสียงดังตามสไตล์เกาหลี เราก้อบอกไม่ลงจะไปนักซานซา ทำท่าไม่ยอมลูกเดียว สุดท้ายเค้าก้อให้นั่งรอบนรถจนถึงเวลาออกรถกลับซกโช ย้อนกลับไปทางเดิมพอถึงนักซานซาซึ่งเราจำได้แน่นอนว่าป้ายไหน (เฮ้อ ทำไมไม่ลงตั้งแต่ตอนแรก) จะดูว่าเค้าจะเรียกไหม … ไม่เรียกซักแอะ เลยแกล้งเดินไปถามนักซานซา เค้าก้อเออๆ ป้ายนี้แหละ สุดท้ายก้อได้ลง

                 พอลงมาจะเจอกับตึก tourist information เลยเดินเข้าไปขอแผนที่ แล้วถามทางนิดหน่อย วัดห่างจากป้ายรถเมล์ไม่ไกลค่ะประมาณ 10-15 นาที ระหว่างทางมีร้านขายอาหารทะเลเต็มเลย แล้วก้อชายหาดกว้างๆ แต่จุดหมายของคีย์ต้องเดินขึ้นเขาไปนิดหน่อยแล้วก้อจะเจอเขตวัดค่ะ นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีส่วนใหญ่ขับรถกันมาเป็นครอบครัวค่ะ

                  สำหรับที่นี่ไม่ต้องเสียค่าเข้านะค่ะ แต่ไม่มีแผนที่ให้ ดีที่เพื่อนเตรียมแผนที่พร้อมรูปไว้ให้เลยสะดวกหน่อยค่ะ ป้ายชี้ทางมีแจ่เป็นภ.เกาหลีหมด เริ่มจะเดินไปดูศาลาริมผา ไปต่อยังศาลาสำหรับสวดมนต์ ซึ่งเล็กมากถ้าเทียบกับวัดไทย จุคนได้ไม่เกิน 40 คน(แบบเบียดๆ) บรรยากาศระหว่างทางร่มรื่นและวิวสวยค่ะมองเห็นทะเลสีเข้มๆ ต่อจากนั้นเดินขึ้นเนินสูงสุดมีเจ้าแม่กวนอิมอยู่ วิวบนนี้มองเห็นเมืองซกโช ทะเล และขุนเขา ที่อื่นๆก้อไม่มีอะไรโดนเด่นแล้ว ส่วนใหญ่ก้อมาดู 3 ที่ๆบอกไปแหละค่ะ เดินครบแล้วเลยกลับซกโชเลย เนื่องจากไม่มีที่อื่นให้เที่ยวแล้ว

 

    ศาลาพักใจที่แรก  ทำไมจุดนี้เป็นจุดนิยมในนักซานซาหว่า คงจะวิวสวยแลหะอยู่ตรงหน้าผา

                                                           วิวระหว่างเดินไปอีกศาลา

                                           ทางเดินลง   แต่ตอนย้อนกลับขึ้นมาถึงกับแห่ก

 

                                     ศาลาที่กำลังจะไปถึงนั้นเป็นศาลาสำหรับสวดมนต์ค่ะ

                                        ภายในศาลาที่กำลังมีการสวดมนต์กัน  เล็กมากค่ะ

                                               เจ้าแม่กวยอิม   จุดสูงสุดในเขตนักซานซา 

                 ระหว่างเดินไปป้ายบัส   ชายหาดกว้างมาก   หน้าร้อนน่าจะพลุกพล่านมากค่ะ

               กลับถึงอย่างแรกเลยหาไรกิน คือร้านอาหารในหน้าหนาวเค้าปิดประตูทึบหมดมองไม่ออกเลยว่าร้านไหนเปิด-ไม่เปิดหรือขายอะไร เดินผ่านไปหลายร้านไม่กล้าเข้า สุดท้ายไปจบร้านแถวท่ารถซึ่งเป็นกระจกใส รู้ตัวว่าสั่งได้เลยเข้าไปลอง เป็นมื้อแรกที่สั่งเองแล้วได้กินค่ะ กินเสร็จรีบกลับไปเตรียมกระเป๋ามาท่ารถเพื่อซื้อตั๋วแอบงงมันมีรถไปโซลลง 2 ที่ Dong Seoul & Sangbang ไม่เห็นมีใครบอกเลยว่าต้องไปที่ไหน เลยเลือกไปลงท่าที่มีรถไปเยอะกว่า

                                                              บนบัสกำลังเข้าโซลค่ะ

               ระหว่างทางโทรถามโอนนี่หน้ามืด นี่คีย์ไปที่ไหน บอกโอนนี่ไปโอนนี่ก้อไม่รู้จัก ต้องถามเพื่อนให้อีกที ได้คำตอบว่าจากท่ารถมีใต้ดินพาเข้าเมืองได้

                 ระหว่างรอโอนนี่รอเลิกงานเราเลยไปเดินแถวอินซาดงอีกที หาของฝากก่ะเครื่องสำอางค์ ถึงอินซาดงจะเป็นแหล่งของฝาก แต่ดูไปดูมามันมีแต่ของที่เอามาจากไทยและจากจีนเลยซื้ออะไรไม่ได้เลย เลยก่ะง่ายญ.ก้อซื้อเครื่องสำอาง ช.ไม่มีก้อไม่เป็นไรแล้วกัน นะๆๆ เสร็จแล้วไปเดินหาซอยที่มีโพซังมาจาเยอะ จะไปลองชิมอาหารข้างทางดู แต่เนื่องจากกลับมาสภาพสบักสบอมแล้วป่วยมากๆ เลยกินไรไม่ค่อยลง สั่งแค่หมึกทอดหนึ่งเส้น คนขายเห็นน่าสงสารเลยคีบต๊อก (ปุ้กกี่) มาให้หนึ่งอัน ฮ่าๆ ก้อรู้ว่าคนเกาหลีเค้าชอบกินกัน แต่คีย์ไม่ชอบมันเลี่ยน แต่ไหนๆเค้าให้มาก้อลองซะหน่อย … โอ่ะ เผ็ดมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก ขนาดว่าคีย์กินเผ็ดแล้วนะ นี่มันเผ็ดจิงๆ พี่แกยังมาถามว่าไม่เป็นไรใช่ไหม แต่ก้อดีแสบคอจากพริกดีกว่าเจ็บคอป่วยค่ะ

                  ซักพักโอนนี่มารับกลับบ้านกัน ก่ะรีบนอนกัน สุดท้ายก็คุยกันถึงตีสามค่อยนอนกันอีกแล้ว

29/10/2010

                    วันนี้ถือว่าเป็นวันสุดท้ายแล้ว เพราะพรุ่งนี้คีย์เครื่องออก 10.15 ต้องคงต้องรีบตื่น ไม่ได้เที่ยวไหนแล้ว วันนี้คีย์ใช้ชีวิตชิลๆมาก ช่วงสายไปช้อปที่ดงแดมึนถึงบ่ายไปเจอเพื่อนอีกกลุ่มแถว city hall แล้วไปเดินเที่ยวกันย่าน i-dae เป็นย่าน Ehwa University ถือเป็นแหล่งช้อปปิ้งอีกแหละ ร้านเยอะมากกกก สนุกดีค่ะ ไปนั่งเม้าท์ร้านกาแฟ แล้วช้อปๆ พักกินข้าวมื้อบ่าย(สามกว่าๆ)กัน ได้ลองลาปุ้กกิ่ร้านดังแถวนั้น อร่อยค่ะ สูตรแปลกดีเพราะที่นี่เค้าใส่ชีสด้วย

                                                               ร้านลาปุ๊กกิ่  ย่าน idae

                                       รูปสุดท้ายแล้ว  ขอบคุณโอนนี่และโอปป้ามากๆค่ะ^^

                        เริ่มเย็นก้อแยกไปเจอโอนนี่กับโอปป้า ไปย่าน Hongyic (Hongdae) เป็นย่านมหาลัย ผับ ร้านอาหาร ร้านค้า แผงขายของเยอะจริงๆคนพลุกพล่านมากค่ะ จริงๆแล้วเหตุผลหลักที่มาคือคีย์อยากเที่ยวคลับมากกว่าเพราะเพื่อนคนไทยไปมาบอกสนุกมาก แต่โอนนี่เค้าไม่ชอบ สรุปเลยไม่ได้เค้าเลย อ้อ มาเกาหลีเป็นอาทิตย์จนจะกลับแล้วเพิ่งได้กินเนื้อย่างค่ะ เกือบไม่ได้ชิมต้นตำรับซะแล้ว

                       กินข้าวเสร็จไปนั่งเม้าท์ กินเหล้ากันต่อที่ผับไฮโซบนตึก โอปป้าบอกปีหน้าเค้าจะย้ายอพาร์ทเม้นต์เป็นแบบสองห้อง ถ้าคราวหน้ามาอีกไปนอนกับเค้าได้ คราวนี้ต้องขอโทษด้วย ฮี่ๆไม่เป็นไรค่ะ เกรงใจ แต่ยังไงงานแต่งโอปป้า ปี 2012 ที่ Daegu คีย์ไปแน่นอนค่ะเตรียมที่พักให้ด้วยนะ อิอิ อยากไปเที่ยวทางใต้เหมือนกัน …

สรุปแล้ว ทริปนี้ภารกิจสำเร็จ (ที่ตั้งไว้ก่อนมา) แค่ข้อเดียว คือ Everland ><~ ไว้ทริปหน้าค่อยมาเก็บต่อค่ะ^^

เกี่ยวกับ keyoutside

I'm just the one who like to be different (in the other world)
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

4 ตอบกลับที่ Korea : part 1 : Seoul-Gangwon-do

  1. Ginnie พูดว่า:

    หวัดดีค่ะ พอดีเห็นว่า ร้านอาหารแนวtraditional ที่นั่งกินเหมือนอยู่บ้าน น่าไปลองมาก อยากทราบชื่อร้านและที่ตั้งน่ะค่ะ รบกวนฝากมาทางอีเมล์หน่อยได้ไหมคะ กำลังจะไปเกาหลีศุกร์นี้ค่ะ ไปแบบงงๆเลย ไม่มีแพลนเลย รบกวนด้วยนะคะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s